“ณัฐชา” ย้อนพรรคภูมิใจไทย จะทิ้ง 21 ล้านเสียง แก้ รธน. หรือไม่ เหน็บตั้ง รมว.คมนาคม ไปคุมเรื่องพลังงาน เหมือนให้เสือหิวไปเฝ้าเขียงเนื้อ ตรึงราคาให้นายทุนกักตุน อัดโปรยคำหวานบนเวทีหาเสียง พอเริ่มรัฐบาล คนพอแล้ว ซวยไม่ไหว มี “นายกฯ” แบบนี้


วันที่ 10 เม.ย. 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 วาระด่วน การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตั้งแต่ฟังคำแถลงนโยบายมา 5 ครั้ง หากหลับตาฟัง ถือว่าครั้งนี้ทำได้ดี เห็นภาพ มองแล้วมีอนาคต  หลับตาฟังเพลิน ๆ แล้วรู้สึกอนาคตจะสดใส แต่พอลืมตาแล้วนั้น เจอหน้านายกรัฐมนตรีคนเดิม มันหมดความน่าเชื่อถือ ว่าที่ฟังดูดี มันจะเป็นจริงได้หรือไม่ หากบอกว่าการทำงาน ต้องไปฝึกงานลองก่อน 4 เดือน รอบที่แล้วตนเองพูดได้ เพราะว่าเป็นคนเสนอ เป็นคนโหวตให้ทดลองงานก่อน ถ้าเป็นเด็กฝึกงานแบบนี้ เรียกว่าฝึกได้กลางทางแล้วหนีกลับบ้าน เพราะผ่านไป 2 เดือนไม่ทำอะไรเลย สิ่งที่มอบหมายภารกิจไว้ตาม MOA ท่านไม่ทำ อุตส่าห์มอบหมายงานที่ง่ายที่สุด คือไปควบคุมเสียงทั้งสภาบนและสภาล่าง ตนเองคิดว่านายกรัฐมนตรีน่าจะมีเทคนิควิชาทำเรื่องนี้ได้เชี่ยวชาญที่สุด แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้


นายณัฐชา กล่าวต่อว่า อาจจะเป็นเพราะคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนเขาต้องการ อาจไม่ใช่ความต้องการของประชาชนหรือไม่ แต่สุดท้ายวันนี้เสียงของประชาชนตะโกนดัง ๆ กึกก้องทั้งประเทศ 21,621,638 เสียง นี่คือเสียงตะโกนของประชาชน ว่าเขาต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องปรับเปลี่ยนต้องแก้ไข และไม่ใช่แค่เสียงของพรรคฝ่ายค้านด้วย มันเป็นเสียงที่มาจากทุกพรรค และประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องการ แต่ท่านไม่ได้ยินเสียงตะโกนของประชาชนทั้งประเทศ ท่านได้ยินแต่เสียงกระซิบเบา ๆ ของคนบางคนในบุรีรัมย์ แล้วนำพาประเทศนี้ไปในทิศทางที่ท่านต้องการ เราจะอยู่กันอย่างไร ในวันเริ่มต้นการทำงานไม่มีแม้แต่คำเดียวว่าความต้องการของคนกว่า 21 ล้านคนจะทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างไร ให้โอกาสพูดสักนิด ก่อนจะจบคืนนี้ ไปขอเริ่มต้นโอกาสการทำงานที่ดีกว่านี้หน่อย 

...


นายณัฐชา กล่าวอีกว่า คาแรกเตอร์ท่าทางดูไม่น่าเชื่อถือ ในคำแถลงนโยบายฉบับนี้ มีนโยบายหนึ่งที่เขียนบอกว่า จะเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร อยากให้ประเทศไทยเป็นห้องอาหารโลก มีความมั่นคงหลากหลายในเรื่องอาหาร ที่จะเป็นจุดเด่น แต่ทราบหรือไม่ว่า ประชาชนที่รู้นโยบายนี้ ตกใจ วันนี้ปัญหาปลาหมอคางดำ กัดกินแม่น้ำลำคลองไปหมดแล้ว ปลาท้องถิ่น สายพันธุ์ธรรมชาติ ไม่มีแล้ว ท่านจะนำพานโยบายห้องอาหารโลก ไปในทิศทางไหน เพราะในแม่น้ำลำคลองของบ้านเรา มีแต่ศัตรูที่กำลังกัดกินชีวิตพี่น้องคนไทย


นายณัฐชา กล่าวอีกว่า ที่บอกว่าจะทำพยาบาลอาสา ที่พูดมาดูดี แต่จะไปต่อได้หรือไม่ ในทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง บอกว่าที่ผ่านมาใช้องคาพยพอาสาสมัคร จึงยกระดับเรื่องพวกนี้อำนวยความสะดวกคนที่ทำภารกิจทางการเมืองของท่านให้ไปทำงาน ตนเองไม่ได้ปรามาส เพราะหากมีความตั้งใจที่จะดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน ก็ไปดูตัวอย่างผู้ปฏิบัติของกระทรวง พม. ที่ทำไปแล้ว พยาบาลอาชีพ ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เพียงพอ แต่วันนี้กลับมาคิดชื่อใหม่ เอามาทำในกระทรวงที่ดูแลเองแล้วเปลี่ยนผ่าน ยกระดับ เขียนนโยบายแบบนี้ มองจากดาวอังคารมาก็รู้ ว่าหวังประโยชน์อื่นใด มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือไม่ วิธีการการเขียนแบบนี้ดูเป็นการบริหารแบบลวงโลกกินรวบบาปบนคราบน้ำตาของประชาชน เพราะคนรอบข้างรอบตัว ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีอย่างเดียว มักมีความสามารถพิเศษที่สามารถเห็นวิกฤตเป็นโอกาส  ใช้วิกฤตที่พี่น้องประชาชนกำลังอด “อด จน ตาย” แต่สามารถเปลี่ยนแปลงให้พวกพ้อง “รวยจนอ้วก” แต่วิกฤตโควิด ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องหน้ากากอนามัย และวัคซีน สุดท้ายโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เกิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการ พอมาวิกฤตนี้เรียกว่า ตายทั้งเป็น เพราะน้ำมันแพงเป็นชนวนเหตุให้เดินหน้าไปในทิศทางอื่นไม่ได้


นายณัฐชา ระบุว่า วิธีการบริหารจัดการของท่านเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมั่น และเชื่อถือผู้บริหารสูงสุดของประเทศนี้ได้ คิดดูว่าเขายิงกันที่ตะวันออกวันเดียว วันรุ่งขึ้นประเทศไทย และเอเชียโกลาหล นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ทำอะไร ก็วิกฤตแล้ว เพราะเขาไม่เชื่อมั่นเชื่อใจว่าคน ๆ นี้จะบริหารสถานการณ์วิกฤตอย่างไร และเมื่อเริ่มทำงานก็ตกใจใหญ่ ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่ตกใจตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปดูแลเลย แล้วคนในประเทศจะรู้สึกไปทางไหน เขาจะรู้สึกเหมือนให้เสือไปเฝ้าเขียงเนื้อ  คิดว่าจะอดใจไหว และไม่ใช่เสือธรรมดา เป็นเสือหิว  หมดไปเยอะช่วงเลือกตั้ง เสือหิวเดินน้ำลายยืดไปเลย ไปบริหารงาน แล้วจะให้ประชาชนเชื่อว่าจะนำพาวิกฤตนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างไร และวิธีการบริหารแบบนี้ ที่ตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันมาดูแลแก้ไขปัญหา ก็ประกาศตรึงราคาน้ำมันทันที คิดว่าจะเอาอยู่ ผ่านไปไม่นาน ตรึงให้นายทุนกักตุนไว้เอากำไรกับพี่น้องประชาชน และประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน คนได้ประโยชน์สูงสุดคือนายทุน เพราะการกระทำแบบนี้ ประชาชนบอกว่าตรึงราคาสินค้าพื้นฐานก่อนได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ประกาศว่าสิ่งของต้องตรึงราคาเดิม แต่สุดท้ายข้าวยากหมากแพงบริหารจัดการแบบวิ่งตามสถานการณ์อย่างเดียว 


“วันนี้ความสามารถของนายกรัฐมนตรี ตรึงราคาน้ำมัน ก็ไม่ได้ ตรึงราคาอาหารก็ไม่ได้ ตรึงได้อยู่สองอย่าง คือหน้าท่านตึง เวลาตอบคำถามประชาชนไม่ได้ วันนี้ปิดวาจาวันที่สาม อีกอย่างที่ท่านตึงคือหู ตอนนี้หูตึงมาก ประชาชนบอกปาวๆ ว่าเขามีไอ้โม่ง มันกักตุนน้ำมัน ท่านเถียงคอเป็นเอ็น บอกว่าไม่มี ๆ ไม่มีแน่นอน นี่ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอยู่ตรงนี้ด้วย ต้องขอชื่นชมว่าทำงานตรงไปตรงมามาก วันหนึ่งบอกว่า พบแล้วมีการกักตุนน้ำมัน 57 ล้านลิตร นายกรัฐมนตรี กลับบอกว่า อ๋อผมรู้ตั้งแต่วันก่อนแล้ว แต่ไม่บอก แสดงว่าวันก่อนที่บอกว่าไม่มี คืออะไร หรือท่านบริหารงานแบบบอกประชาชนวันนี้ โกหกตั้งแต่เมื่อวาน” นายณัฐชา กล่าว


นายณัฐชา ระบุว่า จะไปต่ออย่างไร ในเมื่อความน่าเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศ วันนี้ประชาชนตั้งคำถาม ว่าวิธีการบริหารแบบนี้ทำให้ประเทศไทยของเราติดหล่ม ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตั้งแต่วันแรก สิ่งต่อมาที่ชอบทำมากคือการโยนบาป โยนขี้ โยนให้คนอื่นเขา อย่างสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีความรับผิดชอบในเรื่องการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยโดยตรง แต่มอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และไม่ได้อยู่ภาคใต้ด้วย ต้องบินจากพะเยาไป เดินงมซักพักนึง แล้วมันจะไปต่ออย่างไร 


นายณัฐชา ระบุว่า เหตุการณ์วิกฤตน้ำมันก็ตั้งคนผิดฝาผิดตัวอีก เรื่องราวเหล่านี้เป็นที่มาที่ไปว่าวันแรกของการทำงาน เราอยากให้บรรยากาศมันดีขึ้น เลยขอแนะนำนายกรัฐมนตรี 3 เรื่องได้แก่ ปรับคาแรกเตอร์ด่วน เชื่อว่าทำได้ ปรับที่มันตรงกับความต้องการของประชาชน, เร่งทำความน่าเชื่อถือ โดยมียาให้กิน 2 อย่างคือปรับเปลี่ยน ครม. ที่หน้าตาไม่ดี ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง และยาหยอด ตาให้เห็นภาพชัด ๆ ว่าใครมีความรู้ความสามารถ และหลังจากนั้นเริ่มต้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่คำสัญญาลอย ๆ ที่ชอบพูดบนเวทีหาเสียงว่า พูดแล้วทำ


“วันนี้ท่านบอกว่าพูดแล้วทำ แต่เมื่อมีอำนาจ ท่านพูดแล้วทำพังทุกครั้ง เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนพูดผ่าน สส. หลายคนว่า วลีที่พูดบนเวทีนั้น จะนำพาให้เกิดขึ้นจริงได้ ต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย บนเวทีหาเสียงโปรยคำหวาน พอแล้วพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ประชาชนดีใจ วันนั้นกะว่าจะรวยกับเขาบ้าง แต่มาเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ ตั้งแต่วันแรก พี่น้องประชาชนบอกพอแล้วพอแล้วซวยฉิบหายแล้ว นายกฯ แบบนี้” นายณัฐชา กล่าวทิ้งท้าย