รมว.กลาโหม ยันความมั่นคงยุคใหม่ต้องครอบคลุม ประกาศยกระดับ “ทหารอาสา” มาจากความสมัครใจ ดึงคนนอกร่วมปฏิรูปกองทัพโปร่งใสตรวจสอบได้
วันที่ 10 เมษายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงนโยบายด้านความมั่นคงเป็นครั้งแรก โดยเน้นย้ำว่าในโลกยุคปัจจุบันที่มีความผันผวนและการแบ่งขั้วชัดเจน ความมั่นคงแห่งชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการป้องกันประเทศทางทหารเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึงความปลอดภัยของประชาชน เสรีภาพของภูมิภาค และศักดิ์ศรีของประเทศในเวทีโลก
พล.ท.อดุลย์ระบุว่า กระทรวงกลาโหมจะขับเคลื่อนทุกนโยบายโดยยึดถืออธิปไตยและความมั่นคงเป็นที่ตั้ง โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนมาทั้งชีวิตว่า พื้นที่ชายแดนไม่ใช่เพียงเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ แต่คือแนวหน้าของความมั่นคง ดังนั้นรัฐบาลจะมุ่งเน้นให้ชายแดนปลอดภัยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้ดีขึ้น
ในส่วนของการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยืนยันว่า กองทัพต้องมีความพร้อมรบและทันสมัย สอดคล้องกับภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ทั้งในมิติด้านเทคโนโลยีและการข่าว โดยการจัดซื้อจัดจ้างจะเน้นอุตสาหกรรมภายในประเทศเป็นหลัก ภายใต้หลักการความคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ประเด็นที่เป็นไฮไลท์สำคัญคือเรื่อง “ทหารอาสา” พล.ท.อดุลย์ยืนยันหนักแน่นว่า ประสิทธิภาพของกองทัพต้องเกิดจากความสมัครใจ พร้อมเปลี่ยนมุมมองสังคมที่เคยมองว่าการเป็นทหารคือการเสียโอกาส ให้กลายเป็น “โอกาสสำคัญของชีวิต” โดยกองทัพจะทำหน้าที่เป็นสถาบันสร้างคน ยกระดับสวัสดิการ ค่าตอบแทน และเพิ่มวุฒิการศึกษา รวมถึงฝึกวิชาชีพตามความต้องการ เพื่อให้ทหารอาสาสามารถประกอบอาชีพที่มั่นคงได้หลังปลดประจำการ
...
“ทหารอาสาจะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคง และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศในระยะยาว ผมจะตั้งคณะทำงานที่มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกกองทัพมาร่วมพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพื่อมุ่งสู่การเป็นทหารอาชีพอย่างแท้จริง” พลโท อดุลย์ กล่าวและว่า กระทรวงกลาโหมพร้อมทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลัง ภายใต้คติพจน์การทำงานที่ว่า “ทำทันที รวมเป็นหนึ่ง จึงชนะ”