รองหัวหน้าพรรคประชาชน “วีระยุทธ” เย้ย แถลงนโยบายภูมิใจไทยจะก๊อปทั้งทีก็ก๊อปให้หมด ซัดเทคโนแครต “ศุภจี-เอกนิติ” ร่วมกับบ้านใหญ่ เป็นระบอบปิดตาธิปไตย อัด นายกฯ หนุนหลังคนมีผลประโยชน์ทับซ้อน
วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายตอนหนึ่งโดยเปรียบการเขียนนโยบายของรัฐบาลเหมือน นักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างเอาไว้ พอโลกวุ่นวายขึ้นมาไม่รู้จะปรับอย่างไร ก็เติมเรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลางไว้เพียงหนึ่งย่อหน้า โดยหวังว่าคุณครูจะเข้าใจ หรือนี่เป็นวิธีทำงานตามมาตรฐานครูใหญ่ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ตนก็ไม่แน่ใจ รัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนประชาชน และรัฐบาลต้องมีนโยบายเชิงรุก ขอเสนอว่า ภารกิจสำคัญใหญ่ที่สุดขณะนี้คือการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย ไหน ๆ นโยบายเล่มนี้ ก็เอาของพรรคปชน.ไปเยอะแล้ว ขอให้เอาธีมใหญ่ไปด้วย เช่น เอาเรื่องเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานไปด้วย จะก๊อปทั้งที ต้องก็อปไปให้หมด มั่นคงทางพลังงานแปลว่า ต้องมีพลังงานเพียงพอ ต้องต่อเนื่อง ต้องราคาเอื้อมถึง เป็นต้น
นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า รัฐบาลอนุทิน 2 เราเห็นตรงกันว่า เป็นการรวมตัวกัน ระหว่างบ้านใหญ่กับเทคโนแครต ต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่งให้กันและกันเพื่อให้อยู่รวมกันได้ การเมืองบ้านใหญ่จริงๆ มีจุดเด่นที่ใจถึงพึ่งได้ กล้าได้กล้าเสีย ตอนนี้ถ้าเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วน ๆ ตนคิดว่า เจอเรื่องน้ำมันแพง ท่านจะกล้าสั่งลดราคาภาษีสรรพสามิต ไปแล้ว 7 บาท แต่พอท่านปิดตายอมฟังเทคโนแครต ท้วงติงเรื่องการจัดเก็บรายได้ กลัวโดนแปะป้ายว่าเป็นรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็ยอมไปทำส่วนง่ายๆ แทนอย่างการลดราคาหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท แต่เทคโนแครต มารวมกับบ้านใหญ่ก็ต้องยอมปิดตาเหมือนกัน ยอมให้รัฐทำโครงการน่ากังขาจำนวนมาก อย่างแลนด์บริดจ์ โมโตจีพี ที่เจาะจงแค่บางจังหวัด 2 โครงการนี้ถ้าคิดตามหลักการ เทคโนแครตล้วน ๆ ก็ไม่คุ้มที่จะทำแน่นอน ถ้านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ยืนยันว่าคุ้มค่า ก็ออกมาคอนเฟิร์มได้ แต่พอยอมปิดตาข้างหนึ่งให้ฝ่ายบ้านใหญ่โครงการแบบนี้ก็จะเกิดอีกจำนวนมาก แลกกับการที่เทคโนแครต ได้ร่วมรัฐบาลต่อไป ตนเลยเรียกระบอบนี้ว่า ปิดตาธิปไตย ทำให้เราไม่ได้รัฐบาลที่กล้าได้กล้าเสียแบบบ้านใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รัฐบาลที่ใช้หลักการแบบเทคโนแครตด้วย
...
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ตัวอย่างที่ชัดเจนเห็นแล้วส่งผลร้ายแรงกับประเทศ คือ กรณีที่น้ำมันกักตุนลักลอบทางเรือ 57 ล้านลิตร และล่าสุดก็ยังพบอีกรถเอาน้ำมันไป 11,000 คัน ไม่ส่งปั๊ม มันเริ่มตั้งแต่การที่นายกฯดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มานั่งบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมัน โดยเทคโนแครตไม่หือไม่อือ ไม่แย้งอะไรเลย แล้วไม่ต่อสู้เรื่องการเปิดเผยข้อมูลจีพีเอสติดตามรถและเรือขนส่งน้ำมันแบบเรียลไทม์ ผลก็คือเกิดความรั่วไหลในระบบเพราะปิดตาธิปไตยนี่แหละที่มันหลอมรวมบ้านใหญ่กับเทคโนแครตเข้าด้วยกัน