“อภิสิทธิ์” สับเละ นโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย ลืมประชาชน ลืมที่หาเสียง ยก 4 ข้อ ไร้ความหวัง-ไร้จริยธรรม ซัดผลักภาระน้ำมันให้ประชาชน เหน็บไล่หาไอ้โม่งตุนน้ำมัน ซ้ำรอยแก้สแกมเมอร์ ทุนเทา
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวอภิปรายว่า สิ่งที่เราคาดหวังจากการแถลงนโยบายคือ 1. การที่ประชาชนสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลว่านโยบายที่ไปหาเสียงและให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้ จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นจะอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ 2. เป็นโอกาสของนายกฯในฐานะผู้นำของประเทศที่จะได้สร้างความหวัง ฉายภาพทิศทางการเดินหน้าของประเทศซึ่งจะมีผลต่อประชาชนทุกคน 3. จะเป็นเอกสารที่สมาชิกรัฐสภาจะต้องใช้ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป แต่พบว่า นโยบายของรัฐบาลที่เคยหาเสียงไว้ มีบางอย่างขาดหายไป โดยไม่ผูกมัดตัวเองเหมือนช่วงหาเสียง เช่น ค่าไฟ 3 บาท, โครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้าน และมีโครงการขนาดใหญ่แต่กลับทำลับๆ ล่อๆ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ที่ตอนหาเสียงก็ไม่ยอมส่งให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ใช้หาเสียง วันนี้ก็ไม่ยอมมาแถลงต่อรัฐสภา แต่ไปพูดที่กระทรวง จึงเป็นโครงการที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และหลายกลุ่มที่ถูกลืม เช่น อสม. ที่ไม่มีในคำแถลงจึงไม่ทราบว่า ท่านจะสร้างขวัญกำลังใจหรือยกระดับการทำงานของเขาให้ดีขึ้นอย่างไร หรือ ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขียนแค่หลัก เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา จะสร้างความสันติสุขทั้งที่ความจริงแล้ว เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไข สถานการณ์ก็รุนแรงเพราะเพื่อน สส. ของเราเพิ่งถูกลอบยิง แต่กลับไม่ปรากฏในนโยบาย
...
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ทำไมพวกเราไม่ได้รู้สึกว่า มีความชัดเจนในทิศทางหรือไม่มีความหวัง มีเหตุผล 4 ข้อคือ 1. นโยบายที่ท่านเขียน เขียนอีก พูดอีก ก็ถูกอีก เพราะท่านเขียนในสิ่งที่คนไม่โต้แย้งไม่ว่าจะเป็น 3 หลักการบริหาร 5 กลุ่มยุทธศาสตร์เป้าหมาย การบอกว่าเราจะเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ เป็นสิ่งที่อยากได้ แต่ไม่มีในเรื่องของรูปธรรม เครื่องมือที่จะใช้ กรอบเวลาที่ชัดเจน ไม่มีตัวชี้วัดใดๆ 2. วิธีการบริหารที่ผ่านมา จากหลายคนที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ ณ ขณะนี้ 3. ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการ ไม่มีความรู้สึกและหัวใจของประชาชนอยู่ในนโยบาย และ 4. เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมความซื่อสัตย์สุจริต ที่เป็นหัวใจของการที่จะทำให้นโยบายสำเร็จ แต่ท่านกล้าเขียนนโยบายที่เอาอดีตว่า ท่านสามารถดำเนินการให้เป็นควิกมิกซ์วิน เช่น การปราบปรามสแกมเมอร์ และยังกล้าเขียนถึงการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และการบริหารจัดการปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ย ต้นทุนพลังงาน ที่รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งต้นทุนพลังงาน ปุ๋ยเคมี
“สิ่งที่เขาตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมา 3 ส่วน คือ 1. การบริหารจัดการที่ผิดพลาด 2. การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นๆ นอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น และ 3. ความไม่ชอบมาพากลและแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ ที่น่าสนใจมากคือ บทบาทหน้าที่ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับหนี้สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยผลักภาระนี้ให้ประชาชน และซื้อเวลาให้รัฐบาลเตรียมตัวช่วยคนที่ได้รับผลกระทบ โดยรัฐบาลนี้ผลาญเงิน 4 หมื่นล้านจากประชาชนที่ใช้น้ำมัน ที่ต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่มีการเตรียมมาตรการรองรับ ซ้ำยังปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นราคา มันสายไปหรือไม่ เพราะปลายทางมีทั้งความโกลาหล ความขาดแคลน การขาดทุน การลดลงของธุรกิจ”
“ศุภชัย” ขัดขา ย้ำรัฐบาลก่อนไม่เกี่ยวรัฐบาลใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์กำลังอภิปรายถึงเรื่องขึ้นค่าการกลั่นน้ำมัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ประท้วงว่า นายอภิสิทธิ์กำลังพูดถึงรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่วันนี้รัฐบาลใหม่กำลังแถลงนโยบาย ยังไม่ได้เริ่มนับหนึ่ง แม้นายกฯ จะจบประโยคด้วยขอบคุณครับ แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มทำงาน ขอให้ประธานกำชับนายอภิสิทธิ์จะให้คำแนะนำหรือวิจารณ์อะไรให้ไปข้างหน้า ไม่ใช่ย้อนไปถึงเรื่องค่าการกลั่น เรากำลังจะทำงานต่อไปในอนาคต โดยนายโสภณ ประธานในที่ประชุม ได้วินิจฉัยว่า เป็นรัฐบาลที่ต่อเนื่องกัน อนุญาตให้พูดได้ นายศุภชัย จึงลุกขึ้นประท้วงประธานว่า “ไม่มีรัฐบาลชุดไหนต่อเนื่อง ครบคือครบ จบคือจบ นี่เป็นรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ใช่รัฐบาลชุดที่แล้ว เพราะบางคนเคยเป็นรัฐมนตรีสมัยที่แล้วแต่ปัจจุบันไปเป็นฝ่ายค้าน ฉะนั้น อาจจะเกี่ยวเนื่องในส่วนที่ประชาชนประสบปัญหา แต่คนละเรื่องกัน รัฐบาลไม่ได้ต่อเนื่องกัน ขอให้ประธานวินิจฉัยด้วย” นายโสภณ จึงวินิจฉัยให้นายอภิสิทธิ์อภิปรายต่อได้
เหน็บไล่หาไอ้โม่งตุนน้ำมัน ซ้ำรอยแก้สแกมเมอร์ ทุนเทา
นายอภิสิทธิ์ จึงอภิปรายต่อว่า เรื่องนี้กระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ตนขอใช้คำว่า “หัวใจท่านไม่อยู่กับประชาชน” ขนาดคนไปทำงานกับท่านสัปดาห์เดียวออกมาต่อว่า ฝ่ายค้านว่า พูดเรื่องราคาน้ำมันเป็นเรื่องเชย ตนจะเชยต่อไป และเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็จะเชยกับตน เพราะยุคนี้ไม่คาดหวังจะเก๋ไก๋หรูหราอีกต่อไปแล้ว กรณีกักตุนน้ำมันยังต้องไปไล่ตามจับไอ้โม่ง แต่คำพูดของนายกรัฐมนตรีไม่เจ็บเท่าวันที่ท่านพูดว่า “มีแต่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน” ท่านจงไปหาผู้กักตุนน้ำมันตัวจริง และทำแบบเดียวกับเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ ที่พวกตนไปยื่นข้อมูลให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ทำตามหลังต่างประเทศเสมอ สังคมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า มีคนในแวดวงอำนาจของรัฐบาลอยู่ในกระบวนการนี้ ซึ่งต้องถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นผู้ดำเนินการสอบเรื่องเอ็มโอยู และสแกนม่านตา แต่วันนี้ผู้เกี่ยวข้องมีภาพความสัมพันธ์กับนักฟอกเงินระดับโลก ก็ยังนั่งอยู่ด้านบนได้ จะให้เชื่อได้อย่างไร ส่วนรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธาน ศบก. แม้ท่านไม่ได้เป็น สส. แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แทนของธุรกิจโรงกลั่น เพราะชี้แจงแต่ละครั้ง ก็มองแต่ในมุมของธุรกิจ
จับตาจัดการ คู่สัญญาทำรัฐเสียหาย รวม บ.สร้างรัฐสภา
“ผมไม่ก้าวล่วงว่า พรรคไหนจิตวิญญาณหายหรือไม่หาย แต่นโยบายหายจริงๆ ประกันรายได้หรือประกันกำไรเกษตรกรตามนโยบายของพรรคท่าน หายไปไหน ค่าแรงขั้นต่ำเองก็ไม่มีในกระทรวงแรงงาน คำว่า สวัสดิการหายากมากในนโยบายนี้ การขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน ทำให้นโยบายนี้ ไม่ได้สร้างความหวังและทิศทางให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมอยากให้จิตวิญญาณของท่านนายกฯ เวลาท่านไปทำคอนเทนท์สไตล์เชลล์ชวนชิม มาอยู่ในนโยบายฉบับนี้บ้าง เรื่องที่ผมไม่มั่นใจในความสำเร็จของนโยบายคือสิ่งที่เขียนไว้ในหน้าแรกคือ ไม่มั่นใจว่าการบริหารด้วยหลักนิติธรรมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคจะเป็นจริง ผมจะจับตาดูตั้งแต่เรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. ซึ่งความจริงพรรคเพื่อไทยก็พูดไว้เยอะ ขอให้ช่วยตามไปดูด้วย รวมถึงที่เขียนว่า จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับคู่สัญญาของรัฐที่ทำให้สาธารณะเสียหาย ทั้ง ตึก สตง. พระราม 2 และจังหวัดนครราชสีมา แต่ท่านอย่าลืมคู่สัญญาของอาคารรัฐสภาแห่งนี้ที่มีปัญหาเยอะแยะด้วย ผมจะจับตาดูว่าทำจริงหรือไม่ ผมยังแปลกใจว่า ก่อนหน้าจะได้รายชื่อ ครม. ชุดปัจจุบัน มีการพูดถึงบุคคลท่านหนึ่งทำนองว่า เขาไม่ผ่านคุณสมบัติ ที่จริงสถานะเขาคือ ถูกกล่าวโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน บนนั้นหลายคนครับ รวมทั้งท่านนายกฯ ด้วย นั่งบนนั้นไม่ได้”
ตอกย้ำคำพูด นายกฯ พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้าการแถลงนโยบาย ต้องผ่านขั้นตอนสำคัญคือการถวายสัตย์ วันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ถ้าท่านจะทำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์จะต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาธิปไตยต้องงอกงามไพบูลย์อยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น รัฐบาลทุกชุดเข้ามาบริหาร ต้องมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้คือ ถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมายและประชาธิปไตย กราบเรียนเตือนท่านนายกฯว่า ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นเพียงพิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคงจริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียงหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่า “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว”
