ปชน.สรุปบทเรียนน้ำท่วมใต้ แนะทุ่ม 15,000 ล้านคืนชีพหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว
วันที่ 8 เมษายน 2569 ที่สภาผู้แทนราษฎร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายสรุปญัตติการบริหารจัดการอุทกภัย จ.สงขลา ว่า จากประสบการณ์ลงพื้นที่ทำงานอาสาสมัครหลังน้ำท่วม พบว่าประชาชนและอาสาสมัครต้องร่วมมือกันเองอย่างไร้ทิศทางจากภาครัฐ ปัญหาใหญ่ที่สุดคือวิกฤตความเชื่อมั่นโดยเฉพาะภาคธุรกิจในหาดใหญ่ที่มองว่าเมืองจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าหากฝนตกหนักอีกครั้งน้ำจะไม่ท่วมซ้ำซาก แม้จะมีมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ย 0% แต่นักธุรกิจก็ไม่กล้ากู้หากมองไม่เห็นอนาคต
นายณัฐพงษ์จึงได้เสนอ “ปฏิญญาสงขลา” ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาจากพรรคประชาชนที่จะผลักดันงบลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 8 ปี เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองหาดใหญ่ผ่าน 5 ข้อเสนอหลัก ได้แก่ การพัฒนาเมืองและผังเมือง (Resilient City): ออกแบบอาคารที่ยกสูงในชั้นแรกเพื่อใช้เป็นทางระบายน้ำ และการออกกฎหมายผังเมืองเว้นพื้นที่ริมคลองเป็นสวนสาธารณะควบคู่กับทางระบายน้ำ (Floodway) เหมือนกรณีศึกษาของเทศบาลนครยะลา โดยรัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนแทนการผลักภาระให้ท้องถิ่นและเอกชน
การจ่ายเงินเยียวยาเสนอให้ขยายกรอบเงินชดเชยค่าซ่อมบ้านจาก 49,500 บาท เป็น 100,000 บาท โดยจ่ายตามจริงเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจรัฐบาลให้สร้างความเชื่อมั่นก่อนการกระตุ้นการบริโภค โดยเสนอให้นำโมเดล “คนละครึ่งพลัส” มาจัดสรรงบเฉพาะจุดเพื่อจูงใจให้คนไปเที่ยวหาดใหญ่และพื้นที่น้ำท่วมหลังน้ำลด เพื่อยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผู้ประกอบการ แผนเผชิญเหตุแก้ไขปัญหาการสั่งการที่สะเปะสะปะด้วยศูนย์บัญชาการเดียวที่บูรณาการทั้งรัฐและเอกชน ไม่ให้ซ้ำรอยปัญหาฝุ่นภาคเหนือหรือน้ำท่วมที่ผ่านมา และระบบการแจ้งเตือนใช้เทคโนโลยีจาก GISTDA แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าอย่างแม่นยำว่าฝนตกเท่านี้ น้ำจะท่วมสูงกี่เมตร เพื่อป้องกันความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน
...
“การลงทุน 15,000 ล้านบาท ตามปฏิญญาสงขลา คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปกป้องมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับหมื่นล้านบาท รัฐบาลควรใช้งบประมาณปี 2569 ที่กำลังจะออกมาเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ดีกว่าเอาไปเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาแต่ไร้ทิศทาง เพราะถ้าไม่มีความชัดเจน หาดใหญ่ก็ไม่มีวันกลับมาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเหมือนเดิม” นายณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้าย