“พิทักษ์เดช” สับเละรัฐบาลสอบตกแก้น้ำท่วมใต้ จี้เลิกโชว์เดินลุยน้ำแจกข้าวแข่งกับ สส. เตือนเศรษฐกิจหาดใหญ่จ่อพังยับ
วันที่ 8 เมษายน 2569 นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสนับสนุนญัตติของนายจูรี นุ่มแก้ว ที่เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ หรือ “หาดใหญ่โมเดล” โดยนายพิทักษ์เดชได้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างรุนแรงในการบริหารจัดการภัยพิบัติของรัฐบาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นายพิทักษ์เดชจำแนกจุดบอดสำคัญออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะก่อนเกิดเหตุ รัฐบาลขาดการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ ทั้งการพร่องน้ำล่วงหน้า การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยง แต่มักรอให้เกิดน้ำท่วมก่อนจึงค่อยดำเนินการ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
ระยะขณะเกิดเหตุ ระบบบัญชาการสั่งการไร้เอกภาพและมีความซ้ำซ้อน แม้อำนาจสูงสุดจะอยู่ที่นายกรัฐมนตรี แต่กลับมีการบริหารที่ผิดพลาดจนทำให้การกู้ชีพกู้ภัยทำงานอย่างสะเปะสะปะ ขาดผู้นำในพื้นที่ที่สามารถนำทางเจ้าหน้าที่เข้าหาผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางได้อย่างแม่นยำ
ระยะหลังเกิดเหตุ กระบวนการเยียวยาทั้งด้านสภาพจิตใจและเศรษฐกิจมีความล่าช้าอย่างมาก ปล่อยให้นักธุรกิจและประชาชนต้องเผชิญกับความสูญเสียทางทรัพย์สินโดยปราศจากที่พึ่งที่ชัดเจน
นายพิทักษ์เดชยังได้ฝากข้อความถึงนายกรัฐมนตรีอย่างดุเดือดว่า “หมดยุคแล้วที่ผู้บริหารประเทศจะเดินลุยน้ำไปคนเดียว” โดยระบุว่าหน้าที่การแจกข้าวกล่อง ทำอาหาร หรือการลงไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจชาวบ้านนั้นควรเป็นหน้าที่ของ สส. ในพื้นที่ แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการจากนายกรัฐมนตรีคือ “วิธีคิดและสติปัญญา” ในการบัญชาการและบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีเอกภาพตามกฎหมาย เพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนให้รวดเร็วที่สุด
...
นายพิทักษ์เดชยังได้ถ่ายทอดเสียงสะท้อนจากกลุ่มนักธุรกิจในหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ โดยยกตัวอย่างนักธุรกิจเจเนอเรชันที่ 3 ที่ระบุว่าขณะนี้หาดใหญ่กำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งจากอุทกภัยและราคาพลังงาน จนถึงขั้นอุทานว่า “อัยย่ะ...ฉิบหายหมดแล้ว” ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตศรัทธาและความพังทลายของภาคเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเร่งลงมือแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงรอให้วิกฤตผ่านพ้นไปแล้วลืมเลือนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา