“สุรเดช” จี้รัฐบาล ฟื้นวิกฤตศรัทธา หลังตกต่ำหนัก ลั่นต้องลดราคาน้ำมันลงมาให้ได้ ก่อนเจอกระแสต้าน จากรักเป็นแค้น เกิดม็อบลงถนน ชี้มาตรการปิดปั๊ม 4 ทุ่ม - ตี 5 แค่การแก้ที่ปลายเหตุ
วันที่ 8 เมษายน 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้ความเห็นถึงกรณีที่รัฐบาลจะออกมาตรการกำหนดเวลาเติมน้ำมันโดยให้ปิดปั๊มน้ำมันในเวลา 22.00-05.00 น. เพื่อเป็นการประหยัดน้ำมันว่า ส่วนตัวเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะตอนกลางคืนประชาชนก็ไม่ค่อยได้เติมน้ำมันกันอยู่แล้ว ต่อให้รัฐบาลกำหนดเวลาไหนเขาก็สามารถมาเติมไว้ก่อนที่เวลาปั๊มจะปิดได้อยู่แล้ว ดังนั้นมาตรการนี้คิดว่าไม่น่าจะมีผลอะไรที่จะทำให้ดีขึ้น รัฐบาลควรจะแก้ที่ต้นเหตุมากกว่าคือ ทำอย่างไรจะตรึงราคาไม่ให้ขึ้นไปมากกว่านี้ หรือจะมีการกดราคาน้ำมันให้น้อยลงกว่านี้ได้อย่างไรมากกว่า ทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะช่วยเหลือ หรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ
นายสุรเดช กล่าวว่าเรื่องของราคาน้ำมัน ความจริงรัฐบาลเคยออกมาประกาศตั้งแต่ต้นแล้วว่ามีน้ำมันสำรองอยู่ได้ 3-4 เดือน แต่อยู่ดี ๆ กลับมาปล่อยให้ราคาขึ้นแบบนี้จนเกิดความปั่นป่วน เกิดวิกฤตศรัทธา ประชาชนเริ่มไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว และยิ่งรัฐบาลเอารัฐมนตรีที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของพลังงาน มากำกับดูแลเรื่องนี้ ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาตอนนี้ก็คือรัฐบาลจะต้องฟื้นวิกฤตศรัทธาจากประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยการทำอย่างไรก็ได้ที่จะพยายามตรึงราคาหรือลดราคาน้ำมันลงมาให้ได้ ซึ่งก็มีวิธีเดียวคือจะต้องเพ่งเล็งไปที่โรงกลั่นอย่างเดียว
...
นายสุรเดช กล่าวว่าก่อนหน้านี้ตนเคยพูดไปแล้วว่าเรื่องนี้จะต้องมีการกักตุนน้ำมันแน่นอน เพราะมีความผิดปกติที่บางปั๊มเคยได้น้ำมันเท่านี้ แต่ในช่วงวิกฤตกลับได้เพียงแค่ครึ่งเดียวแล้วที่เหลือหายไปไหน และต่อมายังมีการตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบส่งน้ำมันไปขายในประเทศเพื่อนบ้านอีก ดังนั้นรัฐบาลต้องเอาประเด็นความผิดปกตินี้ออกมาชำแหละ จับไอ้โม่งออกมาชำแหละให้ได้ และจะต้องโยงไปถึงโรงกลั่นด้วย นอกจากนี้ในส่วนของโรงกลั่น รัฐบาลรู้ต้นทุนหรือยัง รัฐบาลต้องค้นหาต้นทุนตรงนี้ให้ได้ อาจจะใช้การบีบบังคับ หรือการออกกฎหมายอะไรก็ว่ากันไป แต่จะให้โรงกลั่นพูดแต่ว่าเป็นความลับ ๆ ไม่ได้ ที่สำคัญปกติโรงกลั่น ก็จ่ายภาษีอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเมื่อมีการจ่ายภาษีก็แสดงว่าต้องมีต้นทุนที่ชัดเจน มียอดขายที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำอีกอย่างคือ เรียกประชุมโรงกลั่นทั้งหมด และบอกไปตรง ๆ ว่า ถึงเวลาที่บรรดาโรงกลั่นทั้งหลายต้องเสียสละ ต้องช่วยรัฐบาลในการตรึงราคาด้วย แม้ว่าจะกำไรน้อยหน่อย หรือไม่มีกำไรเลยก็ต้องทำเนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาโรงกลั่นได้กำไรมามากแล้ว ครั้งนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤต ซึ่งเราต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน ดังนั้นก็ต้องช่วยกันไม่ใช่มาซ้ำเติมกัน
นายสุรเดช ยังกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของไบโอดีเซล ซึ่งความจริงเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะไบโอดีเซล เป็นเหมือนน้ำมันทดแทนที่นำมาจากน้ำมันที่เหลือจากการใช้ทอดอาหารแล้ว เอามาผันเป็นไบโอดีเซล โดยรัฐบาลต้องส่งเสริมให้ไบโอดีเซลมีราคาถูก หากได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรมจากทางรัฐบาล เกษตรกรก็จะสามารถลดต้นทุน ลดรายจ่ายได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาซื้อดีเซลที่ปั๊มแข่งกับประชาชนทั่วไปเลย ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันในครั้งนี้ได้
นายสุรเดช กล่าวว่า อีกเรื่องที่จำเป็นมากในช่วงวิกฤตน้ำมันขณะนี้ก็คือ โซลาร์เซลล์ ซึ่งในอนาคตไฟฟ้าจะมีราคาแพงขึ้นแน่นอน เพราะเมื่อน้ำมันขึ้น ทุกอย่างก็ขึ้นหมดไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า หรือสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องของพลังงานจะมาบอกให้ประชาชนช่วยฝ่ายเดียวคงไม่ได้ รัฐบาลต้องออกมาช่วยดูแลด้วย โดยมาช่วยคุมราคาโซลาร์เซลล์ที่ปัจจุบันมีราคาแพงมากนับแสนบาท รัฐบาลควรมาคิดว่าจะช่วยประชาชนอย่างไรที่จะทำให้ราคาของโซลาร์เซลล์ ลดลงมาอาจเหลือแค่หลักหมื่นบาท ถ้าทำได้ประชาชนก็จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะช่วยจริงๆ และจะช่วยฟื้นวิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลได้อย่างแน่นอน
“ในเมื่อรัฐบาลมีอำนาจรัฐอยู่ ก็ต้องใช้อำนาจนั้นช่วยประชาชนให้มากที่สุด ไม่ใช่ไปช่วยผู้ประกอบการที่รวยอยู่แล้ว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ ที่เป็นประชาชนฐานราก เศรษฐกิจแบบนี้ประชาชนจะอยู่อย่างไร ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นรูปธรรมออกมาโดยด่วน อยากเตือนรัฐบาลว่าประชาชนคาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้มาก โดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยและนายกฯอนุทินประชาชนคาดหวังไว้เยอะ และถ้ารัฐบาลทำไม่ได้ ผมเป็นห่วงว่าจากการคาดหวังของประชาชน จะกลายเป็นผิดหวัง จากรักจะกลับกลายเป็นแค้น ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล และหากประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาล เค้าก็จะไม่ให้ความร่วมมือ อาจเกิดอารมณ์ต่อต้านรัฐบาล จนกลายเป็นม็อบมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลได้
และถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นมาจริงๆ รัฐบาลก็จะลำบากเพราะรัฐบาลเองก็เพิ่งจะเข้ามาเป็นรัฐบาลยังไม่ทันได้แถลงนโยบายก็จะถูกประชาชนรวมตัวกันลงถนนไปประท้วง ไปต่อต้านรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็อาจจะอยู่ลำบาก จะไปสู้ประชาชนได้อย่างไรถ้าเค้ารวมตัวกันทั้งประเทศ ซึ่งมันจะมีปัญหาตามมาอีกเยอะ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด กล้าตัดสินใจ ทำเพื่อประชาชนจริงๆ”
นายสุรเดช ยังเสนอให้รัฐบาลหาคนนอกที่มีความรู้ ความสามารถ เชี่ยวชาญ และมีชื่อเสียง เป็นมือปราบที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มาทำหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.แทนนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่หมดวาระไปพร้อมกับรัฐบาลชุดเก่า และกำลังจะมีการตั้งชุดใหม่ขึ้นมา อย่าไปเอาคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองหรือพรรคพวก ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของพลังงานหรือน้ำมัน อย่าไปเอามาเลยดีกว่า อย่างน้อยจะได้ช่วยลดแรงกดดันจากประชาชน เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลตอนนี้ลดลงไปเยอะมาก