วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แนะรัฐบาล หากจะใช้คนละครึ่งพลัส ก็ควรใช้อย่างมียุทธศาสตร์ เอามาอุดหนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานครั้งใหญ่ ดีกว่าใช้เพื่อกระตุ้นบริโภคเพียงครั้งเดียว
วันที่ 8 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชนได้ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤติพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นผ่านรายการ The Standard Now เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 กรณีที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ลดราคาน้ำมันดีเซล B7 B20 หน้าโรงกลั่นลง 2 บาทนั้นเป็นแนวคิดที่ดีหรือไม่ นายวีระยุทธกล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งตอนนี้ตนกำลังรอรายละเอียดอยู่ แต่คาดว่าแนวคิดดังกล่าวเกิดจากการที่ไปดูราคาหน้าโรงกลั่นแล้วขอส่วนลดลงมา เช่น อาจมีราคาสิงคโปร์อยู่ ตนเข้าใจว่าคงมีการคุยกันและประเมินกันเลยว่ามีต้นทุนที่มันไม่ควรจะถูกนับรวมประมาณเท่าไร น่าจะต่อรองกันได้ลงมาเหลือที่ 2 บาทเป็นราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งการลดหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในสภาวะที่ราคาน้ำมันกระโดดขนาดนี้ ค่าการกลั่นยังทะยานสูงขนาดนี้ ก็ต้องบอกว่าอาจจะต้องทำด้านอื่นเพิ่มด้วย
นายวีระยุทธกล่าวว่า หากพิจารณากลไกราคาที่อยู่ในอำนาจรัฐว่าทำอะไรได้บ้างนั้น จะเห็นว่ากลไกที่ช่วยลดราคาและเคยทำมาแล้วตอนปี พ.ศ.2565 คือภาษีสรรพสามิต ซึ่งตอนนี้ตนเข้าใจว่าอย่างเบนซินก็น่าจะมีการเก็บภาษีดังกล่าวอยู่ที่ 7.50 บาท นอกจากนี้ยังมีภาษีเทศบาล ที่จะคิดโดยอัตโนมัติเลยคือ 10% ของภาษีสรรพสามิต ดังนั้นอย่างตัวเบนซินที่มีการเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ ก็จะ 7.5 บาทบวกอีก 0.75 บาท อยู่ที่ราว 8 บาท ส่วนดีเซลอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกันที่ 6.9 บาท แล้วบวกอีก 10% ก็ 7 บาทกว่า หากรัฐบาลตัดสินใจปรับลดในส่วนนี้ก็จะสามารถลดราคาน้ำมันได้ทันที
...
นายวีระยุทธกล่าวต่อไปว่า หากดูที่ตารางโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (กทม.) แล้วจะเห็นว่าค่าการกลั่น ช่วงวันที่ 1-7 เมษายน วันนี้พุ่งกระฉูดไปที่ 17.50 บาท โดยปี พ.ศ. 2567 และ พ.ศ.2568 ค่าการกลั่นต่อลิตรอยู่ที่ประมาณ 1-2 บาทต่อลิตรเท่านั้น แต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้นกระโดดขึ้นมาเป็น 7 บาทเท่านั้น ซึ่ง 7 บาทก็รู้สึกสูงแล้ว และส่งต่อไปที่ราคาแล้ว แต่ 7 วันที่ผ่านมาในเดือนเมษายน กระโดดขึ้นไป 17.50 บาท
ส่วนเรื่องต้นทุนโรงกลั่นนั้น นายวีระยุทธกล่าวว่า ต้นทุนของแต่ละโรงกลั่นนั้นไม่เท่ากัน บางโรงเลือกใช้กับซัพพลายเออร์เจ้านี้อาจจะติดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ หรือบางเจ้ามีอำนาจในการต่อรองสูง ทำให้ราคาถูกลงได้ ดังนั้น แต่ละโรงกลั่นจึงมีต้นทุนไม่เท่ากัน และตัวเลขที่รายงานก็ไม่ได้สะท้อนกำไรสุทธิ เป็นเพียงแค่กำไรขั้นต้น และยังต้องคิดเรื่องค่า War Premium ที่สูงขึ้นด้วย แต่การที่ค่าการกลั่นอยู่ที่ 1-2 บาทในภาวะปกติ แล้วจู่ ๆ กระโดดขึ้นมาเป็น 17 บาท ก็เพียงพอแล้วที่รัฐจะมีความชอบธรรมในการเข้ามาติดตามอย่างจริงจัง
ส่วนประเด็นเรื่องที่มองว่ารัฐบาลไม่สามารถบังคับให้เอกชนจ่ายได้ แม้นายเอกนิติ จะเอา พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาใช้ หรือการขอให้เอกชนปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท ทำให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รายย่อยอาจจะรู้สึกว่าจะส่งผลกระทบต่อเขานั้น นายวีระยุทธกล่าวว่า ตนคิดว่าในไทยคุยกันอยู่ 3 โมเดลว่าจะทำอย่างไรกับค่าการกลั่นที่มันสูงขึ้น โมเดลแรกที่เข้าใจว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้พูดไว้คือ ถ้าโรงกลั่นกำไรเยอะก็ไปขอความร่วมมือ ขอให้เขาบริจาคหรือเงินสมทบมาเข้ากองทุนน้ำมันได้หรือไม่ ซึ่งอันนี้เคยใช้ในปี 2565 ซึ่งมี ปตท. ที่น่าจะเป็นบริษัทเดียวที่ยอมจ่ายเข้ามาประมาณ 3,000 ล้านบาท
โมเดลที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้เสนอโมเดล (ซึ่งมี 2 ขั้น) โดยขั้นที่ 1 คือการขอบริจาคให้สมทบและให้ความร่วมมือ และขั้นที่ 2 คือการกำหนดค่าการกลั่นอยู่ที่ 1-3 บาทไปเลยดีหรือไม่ ซึ่งตนมองว่าถ้ากำหนดได้ ข้อดีคือการการันตีขั้นต่ำให้โรงกลั่นว่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งแน่นอน แต่ขั้นสูงก็อาจจะไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของวอร์พรีเมียมด้วยเช่นเดียวกัน
ยกตัวอย่างเช่นแค่เดือนมีนาคม ค่าการกลั่นก็ขึ้นไป 7 บาท ถ้าไปลดลงเหลือ 3 บาทก็จะมีความเสี่ยงที่จะลดแรงจูงใจของภาคเอกชนในการกลั่นจริง แล้วสมมุติหากมีการสั่งเรือมาแล้วแต่เรือติดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซแล้วโดนเรียกค่าประกันสูงขึ้นก็อาจจะเกิดการตัดสินใจไม่นำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นเลยก็เป็นได้ จำเป็นต้องรักษาสมดุลเรื่องแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ ตนจึงเสนอเป็นโมเดลที่ 3 คือการเก็บภาษีลาภลอยน่าจะดีที่สุด ซึ่งเราไม่ได้คุยเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2565 ก็มีการคุยกันในเรื่องนี้ ในปีนั้นมีการลดภาษีสรรพสามิตด้วยและให้กระทรวงการคลังศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีลาภลอย ซึ่งผ่านไป 4 ปี ตนคิดว่ามันควรจะถือโอกาสเริ่มต้นกันได้แล้วเนื่องจากปีนี้สงครามลากยาว และในอนาคตมีโอกาสที่ค่าน้ำมัน ค่าไฟจะมีราคาขึ้น ดังนั้นจึงเสนอว่า เมื่อมีโอกาสที่คนตื่นรู้กันขนาดนี้แล้ว ตนคิดว่าควรทำให้เป็นระบบ แต่ต้องประเมินต้นทุนของโรงกลั่นอย่างเป็นธรรม
นายวีระยุทธกล่าวถึงอำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ข้อดีคือเอาอำนาจรัฐเข้าไปดูต้นทุนของโรงกลั่นได้ ดังนั้นรัฐก็ควรจะเข้าไปดูต้นทุนของเขาเป็นรายไตรมาสก็ได้ อย่าดูรายวันเนื่องจากอาจจะไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ผันผวน อย่างน้อยที่สุดควรจะให้โอกาสดูกันเป็นรายไตรมาส
กรณีที่นายเอกนิติได้พูดถึงว่าภาษีลาภลอยไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในตอนนี้ เนื่องจากใช้เวลาในการออกกฎหมายนาน และเหมาะกับสินทรัพย์ที่มีราคาขาขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่น้ำมันมีความผันผวนสูงมากจึงอาจจะไม่เหมาะนั้น นายวีรยุทธกล่าวว่า หลักการของภาษีลาภลอยคือไปเก็บตอนที่ราคาขึ้นสูง เรียกว่าไม่ได้ลงทุนทำอะไรเพิ่มแต่อยู่ ๆ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็พุ่งกระฉูดขึ้นมาแล้วผู้ประกอบการได้กำไรโดยไม่ได้ลงทุนใด ๆ เพิ่มเติม
ภาษีลาภลอยมีหลักการที่ชัดเจน และเคยทำมาแล้วในสหภาพยุโรป ตนเห็นว่าจึงเป็นไปได้ในทางหลักการ สิ่งที่ควรถกเถียงกันต่อคือ “รายละเอียด” ที่จะนำมาสู่การปฏิบัติ เช่น แนวทางคำนวณต้นทุน, อัตราการจัดเก็บ, วิธีการจัดเก็บ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรม
นายวีรยุทธกล่าว ภาษีลาภลอยเป็นหลักการที่ดูระยะยาวมันไม่ใช่แค่ระยะสั้น ซึ่งสามารถระบุได้ว่าคุณจะดูรายไตรมาสหรือรายปีแล้ว ค่อยมาประเมินเพราะว่าถ้าดูจากฐานปีที่แล้ว โรงกลั่น 6 โรงมีกำไร มีตั้งแต่หลักพันล้าน บางบริษัทขาดทุน บางบริษัทกำไรระดับหมื่นล้าน ดังนั้นการที่เอาต้นทุนมาประเมินต้องเรียนว่า อันนี้ไม่ใช่ธุรกิจที่มีผู้ผลิต 100 ราย แต่มีเพียง 6 ราย ซึ่งนำต้นทุนมาประเมินและให้ความเป็นธรรมได้
ส่วนกรณีที่รัฐบาลอาจนำนโยบายคนละครึ่งพลัสมาใช้นั้น นายวีรยุทธเห็นว่า รัฐบาลสามารถนำนโยบายคนละครึ่งพลัสมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ควรใช้โอกาสนี้สร้างแรงจูงใจสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงาน เช่น คนละครึ่งสำหรับภาคอุตสาหกรรม การซื้อเครื่องจักรไฟฟ้าแทนน้ำมัน นอกจากจะได้กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศแล้วยังทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานหมุนเวียนลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อีกด้วย
นายวีรยุทธย้ำว่าในภาวะวิกฤต รัฐต้องถือธงนำและเป็นผู้นำในการทำเป็นแบบอย่างให้ประชาชนเห็นว่าได้พยายามประหยัดงบประมาณ บริหารจัดการอย่างละเอียดรอบคอบ ลดการใช้พลังงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง นี่คือหน้าที่ของรัฐในยามวิกฤต
