“จุลพันธ์” เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก มอบนโยบายหวังเห็น KPI พุ่งด้วยการรับเรื่องร้องทุกข์ รับปัญหาค้างคามีอยู่มาก ขอเวลาสะสาง ด้านเครือข่าย ม.39 บุกยื่นหนังสือทวงสิทธิ์บำนาญ ก่อนโปรยแบงก์กงเต็ก
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 เมษายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางเข้ากระทรวงแรงงานเป็นวันแรกเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานทั้ง 5 จุด ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่สุชินพรหมมา จากนั้นถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยมี นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ กระทรวงแรงงาน
นายจุลพันธ์ ได้มอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวงแรงงานว่า การขับเคลื่อนกระทรวงแรงงานจะสามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ของตนเองที่มีมาทำประโยชน์ให้กับประชาชนตามที่ทุกคนคาดหวัง สำหรับการเข้ามาทำงานที่กระทรวงแรงงานวันแรกก็ได้รับการต้อนรับจากกลุ่มผู้ประกันตน ตนเองจึงคิดว่ากระทรวงนี้แขกเยอะและคิดว่าหลังจากนี้จะคงมีผู้ชุมนุมเดินทางมาเรื่อย ๆ
...
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ตนเองมีจุดเริ่มต้น สส.เขต เป็นนักการเมือง เสียงของประชาชนสำคัญที่สุด นโยบายแรกที่จะมอบคือไม่มีใครมากระทรวงแรงงานถ้าไม่เดือดร้อนเพราะเราก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ให้เขา เพราะฉะนั้นคนที่มาที่กระทรวงแรงงานทุกคนมาเพราะมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจจึงขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของประชาชนทุกคนที่เข้ามาหาเรา และตนเองอยากเห็น KPI ของกระทรวงแรงงานด้วยการรับเรื่องร้องทุกข์และสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนนโยบายที่สองก็คือ วันนี้กระทรวงแรงงานมีเรื่องค้างคาอยู่เยอะหลายคนก็รู้กันอยู่ซึ่งตนเองจะใช้เวลาไปนั่งพูดคุยกันเรื่องเก่าต้องมาแก้ไขเพื่อให้เดินหน้าไปอย่างราบรื่น
ขณะเดียวกัน ที่บริเวณโถงชั้นล่าง อาคารกระทรวงแรงงาน มีกลุ่มเครือข่ายผู้ประกันตนมาตรา 39 (BoonArayapon) นำโดยตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบ ได้เข้ายื่นหนังสือข้อเรียกร้องถึง นายจุลพันธ์ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) คำนวณเงินบำนาญชราภาพอย่างไม่เป็นธรรม
ตัวแทนผู้ประกันตน กล่าวว่า ผู้ประกันตนกลุ่มนี้ เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนและส่งเงินสมทบในมาตรา 33 มายาวนาน กว่า 15-20 ปี (ฐานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท) แต่เมื่อออกจากงานและต้องการรักษาสิทธิ์โดยสมัครต่อในมาตรา 39 สปส. กลับนำฐานเงินเดือน 4,800 บาท มาเป็นฐานในการคำนวณค่าเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ส่งผลให้เมื่อถึงวัยเกษียณ ผู้ประกันตนถูกตัดลดบำนาญเหลือเพียงเดือนละ 900 - 1,400 กว่าบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการยังชีพในปัจจุบัน และถือเป็นการลดทอนสิทธิของผู้ประกันตน จึงมีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือ
1. บังคับใช้บรรทัดฐานศาลฎีกา ทันที ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการให้ สปส. ยึดแนวทางตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 ที่วินิจฉัยให้กลับไปใช้ฐานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้ายของ ม.33 ในการคำนวณ เพื่อความเป็นธรรมสูงสุด
2. ประกาศจุดยืน คัดค้านสูตร CARE ทางกลุ่มฯ ไม่สนับสนุนและขอคัดค้านการแก้ปัญหาด้วยสูตร CARE ที่ สปส. กำลังผลักดัน เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
3. จ่ายเงินส่วนต่างย้อนหลัง ขอให้ทบทวนและคืนเงินส่วนต่างให้แก่ผู้ประกันตน ม.39 ทุกรายที่เสียสิทธิไปก่อนหน้านี้
4. ตั้งคณะทำงานร่วม ขอให้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหา โดยมีตัวแทนกลุ่มเครือข่าย ม.39 เข้าร่วม
ขณะที่นายจุลพันธ์ รับหนังสือข้อเรียกร้องไว้และบอกว่าจะขอเอาไปพิจารณา และต้องนำไปหารือกันเพื่อให้เกิดความสมดุล
หลังยื่นหนังสือเสร็จตัวแทนกลุ่มผู้ประกันตน ได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยการมอบซองจดหมายระบุข้อความ “เงินบำนาญ ม.39” ซึ่งภายในบรรจุ “แบงก์กงเต็ก” ยื่นต่อกระทรวงฯ พร้อมทำการโปรยแบงก์กงเต็กบริเวณหน้าป้ายกระทรวงแรงงาน เพื่อสะท้อนความเจ็บปวดว่า เงินบำนาญหลักพันบาทที่ได้รับ แทบไม่มีค่าอะไรในการประทังชีวิต และมีค่าไม่ต่างอะไรกับเงินคนตาย จึงขอส่งคืนให้กระทรวงฯ นำไปใช้ในปรโลก พร้อมตอกย้ำสโลแกนการต่อสู้ครั้งนี้ว่า “เป็นเงินของเรา เป็นสิทธิของเรา เรามาขอคืน ไม่ได้มาขอทาน”