“สหัสวัต” ห่วง อากาศร้อน ทำประชาชนเสียชีวิต แนะรัฐหันมาให้ความสนใจความเสี่ยงด้านแรงงาน ควรมีมาตรการที่ชัดเจน ระดับความร้อนแค่ไหนที่ต้องหยุดงานกลางแจ้ง
วันที่ 6 เมษายน 2569 นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ระบุว่าในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมของทุกปี ประเทศไทยต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัดเป็นประจำ จนเรามองว่าเป็นเรื่องปกติของประเทศร้อน ของเมืองร้อน ความร้อนจึงกลายเป็นเรื่องที่เราคุ้นชิน และมักถูกลดทอนให้เหลือเพียงความไม่สบายตัว เพียงแค่เปิดพัดลมหรือเปิดแอร์ก็น่าจะพอทุเลาได้แล้ว ในความเป็นจริง ความร้อนไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย และไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนรับมือได้เท่ากัน โดยเฉพาะสำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
ข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า ในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับอากาศร้อนถึง 63 ราย และในปี 2568 มี 21 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ประกอบอาชีพรับจ้าง และมากกว่า 60% เสียชีวิตขณะอยู่กลางแจ้ง ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ
หากดูข้อมูลย้อนหลังในประเทศไทยช่วงปี 2018–2023 ซึ่งเก็บเฉพาะฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ก็พบผู้เสียชีวิตรวม 139 ราย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้ชาย ผู้สูงอายุ คนทำงานกลางแจ้ง และผู้มีโรคประจำตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความร้อน” ไม่ได้เป็นเพียงสภาพอากาศ แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและแรงงานที่กระทบคนจำนวนมาก
นายสหัสวัต กล่าวด้วยว่า งานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ความร้อนมีผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง ตั้งแต่การเพิ่มความเสี่ยงของภาวะลมแดด การบาดเจ็บจากการทำงาน ไปจนถึงการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมีงานศึกษาพบว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงของภาวะไตวายจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนและในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว
...
นอกจากนี้ สิ่งที่มาคู่กับอากาศร้อนแต่เรามักมองข้ามคือรังสียูวี โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า เมื่อค่า UV Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปก็ควรเริ่มป้องกัน และเมื่อสูงตั้งแต่ 8 ขึ้นไปควรหลีกเลี่ยงแดดช่วงกลางวันให้มากที่สุด ดังนั้น การป้องกันจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงครีมกันแดด แต่ต้องรวมถึงการสวมเสื้อผ้าที่ปกปิด การใช้หมวกหรือแว่นกันแดด การหาที่ร่ม และการลดเวลาทำงานกลางแจ้งในช่วงแดดจัด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “อากาศร้อนแค่ไหน” แต่คือ “เราปกป้องคนทำงานจากความร้อนแค่ไหน”
สส. พรรคประชาชน ยังระบุด้วยว่า ความร้อนไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถูกกำหนดให้เป็น “ความเสี่ยงด้านแรงงาน” ที่ต้องมีมาตรการชัดเจน ตัวอย่างเช่น ประเทศสเปนและกรีซมีมาตรการห้ามทำงานกลางแจ้งเมื่ออุณหภูมิสูงถึงระดับอันตราย ขณะที่ประเทศในตะวันออกกลางอย่างกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกฎหมายห้ามทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวันของฤดูร้อนอย่างชัดเจน ส่วนในฝรั่งเศสและออสเตรเลีย มีระบบกำหนดเวลาพักและเปิดโอกาสให้แรงงานหยุดงานได้เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย
แต่ประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานที่กล่าวถึงความร้อน และมีการใช้มาตรฐานอย่าง WBGT อยู่แล้ว กลับยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า “เมื่อใดควรหยุดงาน” และในทางปฏิบัติ คนทำงานจำนวนมากยังต้องทำงานต่อไป แม้อุณหภูมิจะสูงเกินระดับปลอดภัย
รัฐจึงควรมีมาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดระดับความร้อนที่ต้องหยุดงานกลางแจ้ง การออกกฎเกณฑ์เรื่องเวลาพักและการปรับเวลาทำงาน การกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น แรงงานก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด คนขับส่งของ และตำรวจจราจร ตลอดจนการจัดให้มีน้ำดื่มที่เพียงพอ อุปกรณ์ป้องกัน และพื้นที่พักที่ระบายอากาศได้ดี
ขณะเดียวกัน รัฐควรมีระบบเตือนภัยเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง เช่น การแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือระบบสื่อสารฉุกเฉิน เมื่อค่าดัชนีความร้อนหรือรังสียูวีอยู่ในระดับอันตราย พร้อมทั้งจัดตั้งจุดพักคลายร้อนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้มีที่หลบเลี่ยงความร้อน
ท้ายที่สุด เราต้องเลิกมองว่าอากาศร้อนเป็นเรื่องเล็ก เพราะสำหรับบางคน ความร้อนอาจเป็นเพียงความไม่สบายตัว แต่สำหรับอีกหลายคน โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้งและผู้มีโรคประจำตัว ความร้อนอาจหมายถึงการเจ็บป่วย การสูญเสียรายได้ หรือแม้กระทั่งชีวิต ทุกวันนี้ คนไทยไม่ได้เผชิญแค่ “อากาศร้อน” แต่กำลังเผชิญ “ความร้อนที่ไม่เป็นธรรม”