“อนุสรณ์” เตือนรัฐบาลรักษาสมดุล 3 มิติในภาวะพลังงานมีขีดจำกัด แนะเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน เสนอ 10 มาตรการประหยัดพลังงานประเทศ
วันที่ 5 เมษายน 2569 ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) กล่าวถึงการรับมือวิกฤตพลังงาน ว่าต้องรักษาสมดุล 3 มิติให้ได้ เพราะหากไม่รักษาสมดุลจะทำให้เกิดปัญหาได้ แก้ปัญหามิติหนึ่งแต่จะเกิดอีกปัญหาในอีกมิติหนึ่งแทน ซึ่ง 3 เสาหลัก ประกอบด้วย 1. มิติด้านราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) 2. มิติความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) 3. มิติด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Sustainability) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตที่พลังงานแพงและเสี่ยงขาดแคลน รัฐอาจต้องทบทวนเป้าหมายลดคาร์บอน (Net Zero) โดยหันมาให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องปากท้องและราคาพลังงานก่อน เพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล
หนุนเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น
ดร.อนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า การเก็งกำไร หรือหาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้การชดเชยใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤตการคลังได้ การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องใช้ความรู้และข้อมูล ส่งมอบนโยบายได้จริงตอบโจทย์เฉพาะหน้าซึ่งทำได้ทันที พร้อมปรับโครงสร้างระยะยาวไปด้วย ให้ทุกบาทที่ใช้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้อย่างแท้จริง.
...
ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน เพราะค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้ววิ่งเฉลี่ยอยู่เพียง 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น เพราะหลายประเทศล้วนเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปกติทั้งสิ้น.
ห่วงขาดแคลนสินค้าต้นน้ำ
ทั้งนี้หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป ดร.อนุสรณ์ ประเมินว่าอาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ นอกจากขาดแคลนพลังงานแล้ว อาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยาเม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ อาจส่งผลให้เกิดการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในไทย จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออก การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น โดยยกตัวอย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และคาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม, เมษายน และพฤษภาคมในส่วนของการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสำรองเพิ่ม หากเกิดความจำเป็นต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉิน, รถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น การขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่าง ๆ ของประเทศต้องไม่ติดขัด
แนะใช้ 10 มาตรการประหยัด
สุดท้ายหากมีข้อเสนอแนะว่า วิกฤตการณ์น้ำมันและพลังงานที่คาดว่าจะยาวนานครั้งนี้จำเป็นต้องมีมาตรการทั้งทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์เพื่อรับมือ โดยมาตรการทางด้านอุปสงค์นั้นจะเน้นไปที่การประหยัดการใช้พลังงานและบริโภคพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันให้ใช้มาตรการ Energy Lockdown ได้ หลายประเทศเริ่มปิดการใช้ไฟฟ้า การยกเลิกกิจการบางประเภทที่ใช้พลังงานมากโดยไม่ใช่กิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานของชีวิต โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออก Report & Recommendations ให้คำแนะนำและแต่ละประเทศอาจเริ่มทำ Energy Lockdown และได้เผยแพร่มาตรการต่าง ๆ ที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกใช้ในการรับมือวิกฤตพลังงานครั้งนี้
ดังนี้ 1. Work From Home (WFH) ให้มากที่สุด เพื่อลดการเดินทาง ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน
2. ลดความเร็วรถยนต์ทุกประเภทไม่เกิน 80-90 กม./ชม.
3. ใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว
4. ใช้รถยนต์ส่วนตัวและเติมน้ำมันได้ในวันที่กำหนดเท่านั้น โดยดูจากเลขทะเบียน
5. เพิ่มระบบ Car Pool
6. ห้ามใช้ก๊าซ LPG สำหรับการขนส่ง ให้ใช้ LPG สำหรับทำอาหารเท่านั้น
7. เปลี่ยนวิธีการขับรถและซ่อมบำรุงรถเพื่อประหยัดน้ำมัน
8. หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน
9. ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร แทนก๊าซ LPG เพื่อเอา LPG ไปใช้ผลิตสินค้าที่จำเป็นอื่น
10. บริหาร Feedstocks ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้าที่เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น
