โพลพระปกเกล้า เผยผลสำรวจเสียงในหัวประชาชน พบ 82.1% ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน จะรับมือผลกระทบเศรษฐกิจได้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ แต่ยอมรับได้หากรัฐใช้งบดูแลราคาพลังงานระยะสั้น
วันที่ 3 เมษายน 2569 KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงในหัวประชาชนต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
...
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 15 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 - 30 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” จะสามารถรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม (สำรวจโดย x Line Today) พบว่า 82.1% ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลย ว่ารัฐบาลใหม่จะรับมือเศรษฐกิจได้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ สูงสุดแบบทิ้งห่าง รองลงมา 12.8 % ค่อนข้างเชื่อมั่น-เชื่อมั่นมากที่สุด และ 5.1% ไม่แน่ใจ
ประชาชนกว่า 3 ใน 4 กำลังสะท้อนความศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลและมีความกังวลอย่างหนักต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจมองว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนพอที่จะเป็นเบาะรับแรงกระแทกจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางได้
2. ส่วนใหญ่หนุนมาตรการผสม เชียร์รัฐ “อุ้มพลังงานแบบจำกัด-ช่วยรากหญ้า”- “อีสาน” ขอตรึงถ้วนหน้า
พบว่า 39.0% ต้องการให้รัฐบาลทั้งตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่และปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง รองลงมา 30.7% ต้องการให้ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่ 11.1% ต้องการให้ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาวและช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า และ 8.1% ไม่แน่ใจ
เสียงส่วนใหญ่ของทุกภาคต้องการให้รัฐบาลทั้งตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่และปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง ยกเว้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ส่วนใหญ่ต้องการให้ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่ สูงถึง 41.3%
ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา จึงไม่เลือกทางใดทางหนึ่งสุดโต่ง แต่ต้องการให้รัฐบาลประคับประคองทั้งระบบไปพร้อมกับการดูแลผู้ที่เดือดร้อนที่สุด ส่วนภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคเดียวที่ให้น้ำหนักกับการตรึงราคาพลังงานให้คนส่วนใหญ่สูงสุด อาจสะท้อนภาพความเปราะบางของสายป่านที่สั้นกว่าภาคอื่น ทำให้ไม่พร้อมรับมือกับต้นทุนค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแบบฉับพลัน
3. ปากท้องต้องรอด ส่วนใหญ่ยอมให้รัฐใช้งบอุ้มพลังงานช่วงวิกฤต “ตะวันออก-ใต้” หนุนสุดตัว
พบว่า 38.6% ยอมรับได้ หากรัฐบาลต้องลดงบประมาณนโยบายอื่นเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น เพราะกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง รองลงมา 25.3% ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้นๆ 14.9% ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง 11.1% ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว และ 10.1% ไม่แน่ใจ
เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค พบว่า หลายพื้นที่มีแนวโน้มยอมรับการใช้งบพยุงราคาพลังงาน โดยเฉพาะ ภาคตะวันออก (60.4%) และ ภาคใต้ (54.9%) ที่มีสัดส่วนยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรงสูงสุดทิ้งห่างภาคอื่น ๆ ขณะที่ กรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ (32.9%) ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ
สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น หากช่วยรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภาคตะวันออกซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรม และภาคใต้ซึ่งพึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยว คนสองภาคนี้จึงให้น้ำหนักกับการทุ่มงบประมาณเพื่อตรึงราคาพลังงานอย่างชัดเจน ในขณะที่คน กทม. มีแนวโน้มยอมรับมาตรการช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขและจำกัดช่วงเวลามากกว่า
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 15
ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ได้เพียงบอกว่าประชาชนกำลัง “กังวลอย่างมาก” ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยังส่งสัญญาณ 2 เรื่องพร้อมกัน คือ ยังไม่มั่นใจรัฐบาลในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน แต่ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ไม่ได้ปฏิเสธบทบาทของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ พร้อมยอมรับการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น หากช่วยลดค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงควรเร่งสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผ่านการสื่อสารแผนรับมือทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน พร้อมทั้ง จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่นและมีกรอบเวลาที่แน่นอน โดยอาจเน้นการช่วยเหลือในพื้นที่หรือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนัก ควบคู่ไปกับการทยอยปรับราคาตามกลไกตลาดในส่วนที่รับไหว เพื่อให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า รัฐบาลสามารถเป็นที่พึ่งได้จริงในยามที่ค่าครองชีพและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังกดดันชีวิตประจำวันอย่างหนัก
