เครือข่ายแรงงานบุกกระทรวงพลังงาน โวยค่าการกลั่นพุ่ง จี้รัฐตรึงราคาน้ำมัน ดึง “ปตท.” กลับเป็นของรัฐ 100%
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 เมษายน 2569 กลุ่มแกนนำภาคประชาชนและเครือข่ายแรงงาน นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) รวมตัวชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวงพลังงาน เพื่อกดดันและยื่นหนังสือถึงผู้บริหารกระทรวงฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน คัดค้านการปรับขึ้นราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ พร้อมจี้ให้รัฐดำเนินนโยบายพลังงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
นายสาวิทย์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราคาน้ำมัน หากภาครัฐมีหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มแข็งและเห็นแก่ประโยชน์ของชาติ ปัญหาความเดือดร้อนจนนำมาสู่การชุมนุมในวันนี้อาจไม่เกิดขึ้น ที่สำคัญการปรับขึ้นราคาอย่างฉับพลันในเวลากระชั้นชิด (เช่น 21.00 - 22.00 น.) และรุนแรงที่สุดคือการปรับขึ้นทีเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เท่ากับ “ลักหลับ” ประชาชน
...
นายสาวิทย์ กล่าวอีกว่า วิกฤตน้ำมันขาดแคลน ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะต่างจังหวัด มีการจำกัดการเติมเพียง 500 บาท/คัน เกิดภาพรถต่อคิวตามปั๊มยาวเหยียด ขัดแย้งกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 106 วัน ปัญหาที่เกิดขึ้นมองว่ามาจาก โครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม ใช้ราคาอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ (ซึ่งรวมค่าขนส่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้นจากเดิม 2 บาท/ลิตร เป็นกว่า 7 บาท/ลิตร
แม้ว่าประเทศไทยจะมีบริษัท ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เนื่องจากมีการกระจายหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ต้องดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกำไรเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง จึงเกิดคำถามว่า ประชาชนได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของ ปตท. มากน้อยเพียงใด และ ปตท. ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกในการถ่วงดุลตลาดเพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชนได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในหลายภาคส่วน เช่น การผลิตไฟฟ้า ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้ไม่ถึง 30% ของกำลังผลิตทั้งหมดในประเทศ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงสร้างดังกล่าวเพียงใด
นายสาวิทย์ ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีข้อครหาเรื่องการกักตุนสต็อกน้ำมันเก่าเพื่อรอขายในราคาสูง รวมถึงปัญหาการกักตุนสินค้าก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรัฐควรเร่งตรวจสอบเอาผิดอย่างจริงจัง ไม่ใช่โทษประชาชน จึงมีข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหาไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ให้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างโปร่งใส ดังนี้:
1 มาตรการระยะสั้น: เร่งตรึงหรือปรับลดราคาน้ำมันลง เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงแล้ว
2 มาตรการระยะยาว: * ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ และลดความซับซ้อนของการจัดเก็บภาษี
- ทบทวนและควบคุม “ค่าการกลั่น” ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
-บริหารจัดการทรัพยากรพลังงานในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ
◦ ข้อเสนอพิเศษ: นำ ปตท. กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอย่างเต็มรูปแบบ (100%) เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายที่เป็นธรรมต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง
ส่วนกรณีกระแสการแบนสถานีบริการน้ำมันในธุรกิจครอบครัวของ “นายพิพัฒน์” นายสาวิทย์ให้ความเห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงจุดยืนและความไม่พอใจของประชาชน โดยทางกลุ่มสหภาพแรงงานจะมีการหารือแนวทางความเคลื่อนไหวในอนาคต เพื่อติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดต่อไป
