“เอกนัฏ” ฟิตลุยแก้วิกฤตพลังงานทั้งระบบ ปราบกักตุน-เก็งกำไร ไม่เห็นด้วยประกาศขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก แผนระยะยาวเล็งตั้ง “คลังน้ำมันสำรองของชาติ” พร้อมตรึงค่าไฟไม่เกิน 3.88 บาท/หน่วย
วันที่ 1 เม.ย. 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ว่าที่ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าว” ถึงแนวทางการทำงานด้านพลังงาน ว่า หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จะเร่งแก้ปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น การกักตุนเชื้อเพลิง และโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยการบริหารพลังงานต้องทำให้ประชาชนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการก่อน คือ ค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งในภาวะปกติควรอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร แต่ในช่วงเดือนมี.ค.กลับปรับขึ้นเฉลี่ยไปที่ 7 บาทต่อลิตร และบางวันขึ้นไปถึง 12-17 บาทต่อลิตร
“ตัวเลขดังกล่าวสูงผิดปกติ และเตรียมพิจารณามาตรการกำหนดเพดานค่าการกลั่น ไม่ให้ปรับขึ้นเกินสมควรในช่วงที่ประชาชนกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ผมไม่สนใจใคร ถ้าต้องทุบก็ทุบ ถ้าต้องแทงก็แทง อย่ามาหากำไรเกินควรในเวลาที่มันซ้ำเติมวิกฤตหากสามารถลดค่าการกลั่นลงได้ ส่วนต่างที่ลดลงจะต้องสะท้อนกลับไปยังราคาน้ำมันหน้าปั๊ม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง”
นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับปัญหาน้ำมันขาดแคลนในบางปั๊ม ทั้งที่โรงกลั่นยังคงส่งน้ำมันออกสู่ตลาดจำนวนมาก นายเอกนัฏ กล่าวว่า มีข้อสงสัยเรื่องการกักตุนเพื่อเก็งกำไร และการลักลอบเบี่ยงเส้นทางการกระจายน้ำมัน ขณะนี้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงาน, DSI, ตำรวจ, ทหาร และกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบคลังน้ำมัน รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการกระจายน้ำมันย้อนหลังอย่างละเอียด “ใครมีพฤติกรรมแบบนี้เตรียมตัวไว้เลย ถึงคุณมีกำไร คุณก็ไปใช้ในคุก ตอนนี้สุดซอยแน่ หากตรวจพบการกักตุนหรือเก็งกำไรในช่วงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดและไม่มีละเว้น”
...
นายเอกนัฏ กล่าวถึงการทำงานของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ว่า ไม่เห็นด้วยกับการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันในช่วงกลางคืน เพราะทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถวางแผนเติมน้ำมันได้ทัน หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมัน ควรประกาศในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ประมาณ 18.00 น. เพื่อให้ประชาชนที่กำลังเลิกงานสามารถตัดสินใจเติมน้ำมันได้ทัน หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเรียกประชุมและประกาศลดราคาทันที แม้จะเป็นเวลากลางคืนก็ตาม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์เร็วที่สุด และจะผลักดันการเปิดเผยข้อมูลน้ำมันแบบเรียลไทม์ ให้เห็นว่า น้ำมันออกจากโรงกลั่นเท่าใด, ไปอยู่ที่คลังไหน และส่งต่อไปยังปั๊มใดบ้าง เพื่อให้ตรวจสอบได้ชัดเจน
ส่วนค่าไฟฟ้า นายเอกนัฏ กล่าวว่า ค่าไฟงวดใหม่ที่จะเริ่มใช้ในเดือนพ.ค. จะต้องตรึงไว้ไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าทางเลือกสูงสุดที่มีการเสนอไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย โดยจะใช้กลไกดึงเงิน Call Back หรือเงินลงทุนที่ยังไม่ได้ใช้จริงของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง กลับมาช่วยลดภาระต้นทุน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟเพิ่มขึ้น และจะมีการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบขั้นบันได ที่ใช้มานานกว่า 20 ปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น โดยกลุ่มผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะได้รับการช่วยเหลือให้จ่ายค่าไฟในอัตราใกล้เคียง 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนประหยัดพลังงานมากขึ้น
นายเอกณัฐ เปิดเผยว่า ในระยะยาวจะผลักดันระบบบริหารจัดการไฟฟ้าสมัยใหม่ เช่น Demand Response และการเปิดทางสู่ตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) โดยจะเริ่มจากภาคอุตสาหกรรมก่อน และในอนาคตอาจขยายไปสู่ระดับชุมชน เพื่อให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง และมีแผนผลักดันการจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองของชาติ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในช่วงวิกฤต การมีคลังน้ำมันสำรองของรัฐ จะช่วยให้ประเทศมีเครื่องมือรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดีขึ้น แทนการพึ่งพาการสำรองเชื้อเพลิงจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว