กระทรวงคลัง เตรียมงบ 1.8 พันล้านบาทต่อเดือนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง - ภาคธุรกิจ เล็งใช้เทคโนโลยีจ่ายตรง แม่นยำ เผย ยังเดินหน้าลดภาษีสรรพสามิต ย้ำ มาตรการทั้งหมดใช้เฉพาะช่วงวิกฤต
วันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางรับมือวิกฤตราคาน้ำมันว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือโดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น กลุ่มขนส่งและประมง ควบคู่กับมาตรการที่เคยแถลงไปก่อนหน้านี้
สำหรับภาคขนส่ง เตรียมใช้รูปแบบการช่วยเหลือแบบ จ่ายตรงถึงผู้ประกอบการ ผ่านระบบดิจิทัล เช่น พร้อมเพย์ เพื่อให้เงินถึงมือผู้ได้รับผลกระทบจริง ลดปัญหาความคลาดเคลื่อน โดยจะใช้เทคโนโลยี GPS ตรวจสอบการใช้งานจริงของรถแต่ละคัน ก่อนชดเชยตามปริมาณการใช้น้ำมันจริง เบื้องต้นมีแนวทางชดเชยรถบรรทุกในอัตรา 6 บาทต่อลิตร โดยไม่จ่ายล่วงหน้า แต่ให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลการวิ่งจริงมาเบิกคืน ขณะที่รถโดยสารสาธารณะจะได้รับการช่วยเหลือในอัตราประมาณ 4 บาทต่อลิตร ซึ่งทั้งระบบจะอิงการใช้งานจริงแบบรายคัน เพื่อความเป็นธรรมและแม่นยำ
นายลวรณ ระบุว่า ปัจจุบันมีรถบรรทุกในระบบกว่า 100,000 คัน และรถโดยสารสาธารณะอีกราว 20,000 คัน โดยกระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางบกจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ขณะที่กระทรวงการคลังจะสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งประเมินว่าจะใช้วงเงินประมาณ 1,800 ล้านบาทต่อเดือน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือ วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ขึ้นทะเบียนกว่าแสนราย โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือ 300 บาทต่อเดือน ผ่านพร้อมเพย์โดยตรง เนื่องจากมีฐานข้อมูลเลขบัตรประชาชนอยู่แล้ว
...
นายลวรณ กล่าวว่า มาตรการทั้งหมดจะดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ โดยสามารถใช้งบกลางเพื่อช่วยเหลือเร่งด่วนได้ทันที หากได้รับอนุมัติ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแบบคู่ขนาน ทั้งการเตรียมของบประมาณและการรอความชัดเจนทางการเมือง เพื่อให้สามารถเริ่มช่วยเหลือได้เร็วที่สุด
“มาตรการเยียวยาควรเริ่มให้เร็ว เพราะราคาน้ำมันปรับขึ้นแล้ว การช่วยเหลือช้าเพียงสัปดาห์เดียวก็มีผลต่อประชาชนอย่างมาก” นายลวรณ กล่าว
ย้ำชัดใช้แค่ช่วงวิกฤต
ในส่วนของมาตรการด้านภาษี กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎกระทรวงเพื่อลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนกำหนดอัตราที่ชัดเจน ก่อนเสนอให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลย้ำว่ามาตรการทั้งหมดเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤต โดยการดำเนินการระยะยาวจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป
สำหรับความคืบหน้าเรื่องการเพิ่มวงเงินใน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานการประชุม ที่กระทรวงการคลัง เวลา 14.00 น.
โดยนายลวรณยืนยันว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติหลักการเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขออนุมัติการใช้งบประมาณตามระเบียบ เมื่อได้รับงบประมาณมาแล้วจะสามารถเติมเงินเข้าบัตรให้แก่ผู้ถือสิทธิ์ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันที่ 1 ของเดือน หากงบประมาณพร้อมเมื่อใด ระบบจะดำเนินการโอนเงินให้ทันทีและสามารถใช้สิทธิ์ได้ต่อเนื่องเป็นเวลา 30 วัน
