KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ หนุนรัฐบาล“วางตัวเป็นกลาง” โฟกัสอุ้มคนไทย-ผลประโยชน์ชาติ เร่งดันมาตรการรับแรงกระแทกวิกฤตเศรษฐกิจ


วันที่ 27 มีนาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 13 - 16 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. ผลกระทบที่กังวลมากที่สุด จากสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่าน (สำรวจโดย x Line Today)

• 78.9% กังวลผลกระทบราคาน้ำมัน/ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น (ขนส่ง–อาหาร–ค่าเดินทาง) สูงสุดแบบทิ้งห่าง

• รองลงมา 9.3 % กังวลข้อมูลเท็จ–ข่าวลวง ที่ทำให้สังคมตื่นตระหนก/แตกแยก, 5.8% ความเสี่ยงด้านพลังงาน/สินค้า นำเข้า–ส่งออกสะดุดจากเส้นทางเดินเรือ, 5.4% กังวลต่อความเสี่ยงก่อการร้าย/เหตุความไม่สงบที่ลุกลามในภูมิภาค และ 0.6% ความปลอดภัยคนไทยในต่างประเทศ/แรงงานไทยในตะวันออกกลาง

...

 สะท้อนว่า ประชาชนกว่า 3 ใน 4 มีความกังวลเรื่องปากท้องมากกว่ามิติความมั่นคง/การทูตในความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน การที่ข่าวลวง–ข้อมูลเท็จ ขึ้นมาเป็นความกังวลลำดับรอง ยังสะท้อนว่าสังคมไทยไม่ได้ห่วงแค่ภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังกังวลต่อความสับสน ความตื่นตระหนก และความแตกแยกที่อาจเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนด้วย

เสียงแตกเชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลเอาอยู่

2. ประชาชน “เสียงแตก” เกือบครึ่งเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่รับวิกฤตตะวันออกกลางได้ แต่สูสีกับเสียงไม่มั่นใจ

• 46.2% “ค่อนข้างเชื่อมั่น-เชื่อมั่นมากที่สุด” ต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง สหรัฐ-อิหร่าน ขณะที่ 40.4% “ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลย” และ 13.4% “ไม่แน่ใจ”

แม้ตัวเลขความเชื่อมั่นจะนำอยู่เล็กน้อย แต่สัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นก็ยังสูงจนมีนัยสำคัญ จึงยังไม่อาจตีความได้ว่ารัฐบาล “สอบผ่าน” ในสายตาประชาชนอย่างชัดเจน ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

“คนกรุง-Gen Z” สวนทาง “คนใต้-วัยเก๋า”

3. “คนกรุง-Gen Z” ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลแก้ผลกระทบสงครามนำ สวนทาง “คนใต้-วัยเก๋า”

• ภาคใต้ เชื่อมั่นสูงสุด (70.4%) รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (53.9%) และ ภาคเหนือ (36.8%) ในขณะที่ กรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงสุด (57.6%) รองลงมา คือ ภาคกลาง (56.0%) และ ภาคตะวันออก (51.7%) ตามลำดับ

• กลุ่ม Baby Boomer เชื่อมั่นสูงสุด (53.1%) รองลงมา คือ Gen X (47.6%) และ Gen Y (47.1%) โดย Gen Z เป็นกลุ่มเดียวที่ส่วนใหญ่ “ไม่เชื่อมั่น” สูงสุด (49.0%)

 ความไม่เชื่อมั่นของ “คนเมือง คนรุ่นใหม่ และพื้นที่เศรษฐกิจใหญ่” อาจสะท้อนทั้งความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เข้มข้น และความคาดหวังต่อประสิทธิภาพรัฐที่สูงกว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากขึ้นกับความรวดเร็ว ความโปร่งใส และการสื่อสารกับมาตรการที่จับต้องได้

หนุนโฟกัสอุ้มคนไทย

4. คนไทยเกินครึ่งหนุนรัฐบาลใหม่ “วางตัวเป็นกลาง” โฟกัสอุ้มคนไทย-ผลประโยชน์ชาติ พร้อมเร่งดันมาตรการรับแรงกระแทกวิกฤตเศรษฐกิจ

• 52.5% เห็นว่า รัฐบาลควรวางตัวเป็นกลาง โดยเน้นช่วยเหลือคนไทยและผลประโยชน์ชาติ สูงสุด

• รองลงมา 16.3% ควรให้ความสำคัญกับมาตรการเศรษฐกิจรับแรงกระแทกมากกว่าการแสดงท่าทีระหว่างประเทศ, 12.8% ควรประสานความร่วมมือด้านความมั่นคง–ข่าวกรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงในประเทศ, 7.3% ควรเน้นการทูตเชิงรุก เรียกร้องหยุดยิงหรือเจรจาผ่านเวทีระหว่างประเทศ โดย 11.1% ไม่แน่ใจหรือไม่สามารถตอบได้

 ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลไทยเลือกข้างหรือแสดงบทบาทเชิงสัญลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศมากเป็นอันดับแรก แต่ต้องการเห็น “ความเป็นกลางแบบมีภารกิจ” คือ เป็นกลางเพื่อปกป้องคนไทย รักษาผลประโยชน์ของชาติ และลดผลกระทบที่จะย้อนกลับมาสู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะในมิติค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 14

ผลสำรวจครั้งนี้ มิได้สะท้อนเพียงความกังวลใจของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็น “บททดสอบความสามารถของรัฐบาลใหม่” ในการปกป้องปากท้องและความมั่นคงในชีวิตประจำวันของประชาชนอีกด้วย แม้ระดับความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะยังนำอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้สังคมวางใจได้เต็มที่ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการ 3 เรื่องควบคู่กัน คือ 1) ออกมาตรการลดแรงกระแทกด้านค่าครองชีพอย่างรวดเร็ว 2) สื่อสารข้อเท็จจริงและแผนรับมืออย่างชัดเจนต่อเนื่อง และ 3) แสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลสามารถดูแลผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตในครัวเรือนได้จริง