“ศุภจี” เปิดลิสต์สินค้า-บริการควบคุมใหม่ 7 รายการ รับคุมราคาสินค้าไม่ได้ทั้งหมด ยันดูแล “สินค้าจำเป็น” ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยสุด สกัดฉวยโอกาสช่วงวิกฤต ยังไม่มีผู้ประกอบการขอปรับขึ้นราคาขาย
วันที่ 26 มีนาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการดูแลราคาสินค้าหลังราคาน้ำมันปรับขึ้นลิตรละ 6 บาท ว่า รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน 7 มาตรการ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านโครงการไทยช่วยไทย ที่ได้หารือผู้ผลิตสินค้า คัดเลือกสินค้าเฮาส์แบรนด์ สินค้าแบรนด์รอง ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มาจำหน่ายในราคาพิเศษ กระจาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ เริ่มเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 ตลอดจนจัดงานธงฟ้าลดราคาสินค้าที่จำเป็น เริ่มโครงการช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม 2569
สำหรับมาตรการกำกับดูแลสินค้าและบริการนั้น การประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ได้มีมติเพิ่มจำนวนสินค้าและบริการในบัญชีสินค้าและบริการควบคุมอีก 7 รายการ ซึ่งได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเข้าไปกำกับดูแลในสถานการณ์วิกฤต ได้แก่ เม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ทำให้มีสินค้าและบริการควบคุมเพิ่มจาก 59 รายการ เพิ่มเป็น 66 รายการ และคาดว่า จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาวันที่ 31 มีนาคม 2569
โดยในส่วนของเม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว จะมีมาตรการทางกฎหมาย คือ ต้องแจ้งข้อมูลราคา และปริมาณ ส่วนน้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ไม่มีมาตรการทางกฎหมาย แต่ขึ้นบัญชีควบคุมไว้ เพื่อให้บริหารจัดการและใช้มาตรการทางกฎหมายได้ หากมีปัญหาเกิดขึ้น
...
ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มมาตรการทางกฎหมายสำหรับสินค้าไก่ สุกร และไข่ไก่ โดยเดิมกำหนดให้แจ้งราคา แต่ไม่มีมาตรการบังคับ ปรับเป็นให้สามารถใช้มาตรา 27 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่หากมีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 25 หรือมาตรา 26 โดยขอความเห็นชอบ กกร. ภายใน 3 วัน โดยมาตรา 25 สามารถกำหนดราคาจำหน่าย กำหนดกำไรสูงสุด ห้ามหรืออนุญาตส่งออก นำเข้า และห้ามจำหน่ายได้ และมาตรา 26 มีอำนาจให้แจ้งข้อมูลสินค้าและบริการ
สำหรับน้ำตาลทราย ที่ปัจจุบันมอบอำนาจให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำกับดูแล โดยต้องแจ้งกรมการค้าภายในก่อนปรับราคา ขณะที่ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ และบริการขนส่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ ที่จะต้องกำหนดราคากลาง และควบคุมราคาด้วยการให้ขออนุญาตราคานั้น อยู่ระหว่างรอราคาฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
นอกจากนี้ ได้ยกระดับมาตรการที่ใช้กับสินค้าควบคุม 8 รายการ โดยเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า, แชมพู, ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก, ผลิตภัณฑ์ล้างจาน, ผ้าอนามัย, สบู่ก้อนและสบู่เหลว โดยปรับจากเดิมให้แจ้งราคา เป็นต้องขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย และอีก 2 รายการ คือ น้ำมันปาล์ม กำหนดให้น้ำมันปาล์มดิบ จากเดิมควบคุมขนย้าย ทำบัญชีคุม ปรับเป็นต้องขออนุญาตส่งออก และน้ำมันปาล์มขวดจากเดิมไม่มีมาตรการ เปลี่ยนเป็นต้องขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย และสินค้าหอมหัวใหญ่ เดิมมีมาตรการควบคุมขนย้าย ทำบัญชีคุม ปรับเป็นต้องแจ้งข้อมูลปริมาณนำเข้า จำหน่าย สินค้าคงเหลือ ที่เก็บ และผู้ซื้อ
“ในสถานการณ์ไม่ปกติ ยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าได้ทั้งหมด แต่ได้เลือกดูแลเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นหลัก ส่วนสินค้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากประชาชนพบเห็นการเอาเปรียบ ให้แจ้งเบาะแสเข้ามาได้ รัฐพร้อมเข้าไปตรวจสอบ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน ส่วนกรณีที่ดีเซลปรับขึ้นได้แล้วถึงลิตรละ 9 บาท ก็ยังไม่มีสินค้าใดขอปรับขึ้นราคา แต่กรมการค้าภายใน และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ได้ร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบที่จะมีต่อสินค้าแล้ว”
ทางด้าน นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า ผลจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยเริ่มทยอยหยุดให้บริการขนส่งสินค้าแล้ว เช่น เส้นทางสิงห์บุรี-ขอนแก่น ราคาน้ำมันที่ตกลงกันไว้เดิมอยู่ที่ประมาณลิตรละ 30 บาท แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้น 39 บาท หรือเพิ่มขึ้น 30% ส่งผลให้ผู้ขนส่งเจรจาขอปรับค่าระบายขนส่งกับเจ้าของสินค้า คาดว่าน่าจะหาข้อตกลงร่วมกันได้เร็วใน 1-3 วัน แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ รถขนส่งจะหยุดวิ่ง และอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าขาดแคลนในหลายพื้นที่
“กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ เหล้าและเบียร์ น้ำดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง รวมถึงเครื่องปรุงรสจำพวกน้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสปรุงอาหาร เพราะมีน้ำหนักบรรทุกมาก แต่จำนวนหน่วยต่อเที่ยวขนส่งมีจำกัด ทำให้ต้นทุนขนส่งต่อหน่วยพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้ ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดแจ้งจะปรับราคาเพราะว่าน้ำมันเพิ่งขึ้น”
