ก.พลังงาน แจง การสู้รบยืดเยื้อ ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด แม้ปรับขึ้นราคาในประเทศ แต่กองทุนฯ ยังต้องช่วยชดเชยดีเซลมากถึง 19 บาทต่อลิตร เทียบราคาดีเซลในกลุ่มอาเซียน ของไทยยังถูกกว่ามาเลเซีย
วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน ที่มีความรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตราคาที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ ขณะที่ยังต้องมีการใช้กองทุนน้ำมันมาชดเชยเพื่อเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาตลาดโลกที่ปรับตัวอย่างรุนแรง ซึ่งผลจากการสู้รบครั้งนี้ แม้แต่ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบเป็นของตัวเองอย่างประเทศมาเลเซีย ที่ล่าสุดมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลขึ้นถึง 7 บาทต่อลิตรเช่นกัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลของประเทศมาเลเซียอยู่ที่ 45.59 บาทต่อลิตร โดยราคานี้เป็นราคาที่ไม่มีการเก็บภาษีเหมือนประเทศไทย ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร และเมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันดีเซลกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ 100.26 บาท, ฟิลิปปินส์ 68.26 บาท, ลาว 64.14 บาท, เวียดนาม 47.16 บาท ราคาขายของไทยยังคงถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
...
นอกจากนั้น ปัจจุบันกองทุนน้ำมันยังคงทำหน้าที่อย่างหนักเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดย ณ วันนี้มีการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 19.12 บาท หรือ 1,700 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์วิกฤตจนถึงปัจจุบัน กองทุนน้ำมันได้ชดเชยราคาน้ำมันไปแล้วรวม 38,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน กำลังเร่งหารือกับกระทรวงการคลังในส่วนของการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แต่ก็ต้องคำนึงถึงเสถียรภาพด้านการคลังของประเทศด้วย รวมทั้งการเตรียมออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ส่วนปัญหาการขาดแคลนน้ำมันตามสถานีบริการในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายลงแล้ว โดยสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศยังคงเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด
“กระทรวงพลังงาน มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ในการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหลังเกิดการสู้รบ ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลได้พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อลดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด แต่ด้วยสถานการณ์มีความยืดเยื้อและรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการภาระกองทุนน้ำมันที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนด้วย จึงขอวิงวอนให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า การสู้รบครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน ทุกประเทศทั่วโลกล้วนได้รับผลกระทบ ขอให้ทุกท่านช่วยกันใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะยังคงติดตามและใช้ทุกมาตรการที่มีเพื่อดูแลประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน”
