“อนุทิน” ลั่น ประชาชนต้องมีน้ำมันกลับบ้านช่วงสงกรานต์ สั่งราคาหน้าคลังห้ามเกินโรงกลั่น นึกไม่ถึงจะมีคนทำผิดทั้งที่ประเทศเดือดร้อน ลุยเอาผิดผู้กักตุน เชื่อมือทีมบริหาร มั่นใจฝ่าวิกฤตนี้ไปได้


วันที่ 25 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการประชุมกับทีมเศรษฐกิจ เพื่อรับมือสถานการณ์พลังงาน โดยวันนี้จะมีมาตรการอะไรออกมาหรือไม่ ว่า มีหลายเรื่องขอให้รอที่ประชุมพลังงาน ซึ่งจะเป็นการประชุมร่วมกับผู้ค้าน้ำมัน ทั้งนี้ ต้องเริ่มจากเรื่องที่เรากังวลที่สุดก่อน คือ จะมีน้ำมันใช้หรือไม่ วันนี้ผ่านมา 3 สัปดาห์กว่าแล้ว เกือบเดือน ก็มีความชัดเจนว่าน้ำมันไม่ได้ขาดจากประเทศไทย กำลังการผลิตก็ยังผลิตได้อย่างเต็มที่ 

แต่ส่วนที่จะลักลอบเก็งกำไร ตนได้สั่งการ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตำรวจไปแล้ว พร้อมยอมรับว่านึกไม่ถึงว่าคนจะทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ประเทศมีความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ และตนได้จี้ถามไปยังกรรมการบริหารจัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ถึงการสั่งปริมาณน้ำมันดิบ ที่ขณะนี้ลากไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมแล้ว และจะยังเข้ามาเรื่อยๆ 

อีกทั้งเมื่อวาน (24 มีนาคม) ก็มีข่าวที่เป็นบวก มีการส่งรายชื่อเรือของไทย ที่สั่งซื้อน้ำมันและสินค้าจากทางอิหร่าน ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตนได้ติดตามว่าผ่านมาจริงหรือไม่ ซึ่งได้สั่งการให้ทางคลังกับโรงกลั่นน้ำมัน ต้องประกาศราคาหน้าคลังห้ามสูงเกินโรงกลั่น ตามมาตรา 8 ใช้บังคับ ทุกคนก็ปฏิบัติตาม ซึ่งก็ลอยตัวตามกลไก เพราะฉะนั้นเรื่องการลักลอบก็จะลดลงโดยธรรมชาติ แต่เมื่อลักลอบไปแล้ว ความผิดสำเร็จไปแล้วก็ต้องไปดำเนินการ มีรายชื่อ มีการตรวจและสืบขยายผลเพิ่มเติม 

...

เมื่อถามต่อไป สามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้หรือไม่ว่าในช่วงสงกรานต์นี้จะมีน้ำมันเดินทางกลับภูมิลำเนา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตอนนี้ได้แจ้งกับที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์พลังงานและผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (ศบก.) ไปแล้วว่า เป้าหมายคือประชาชนจะต้องไม่มีปัญหาในการเดินทางไป-กลับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันนี้ได้สั่งการไปแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วได้มีการดำเนินการตามนี้อยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อเราลดความตระหนกลง และจะมีการไล่จับกุมพวกที่กักตุน ซึ่งไม่ใช่ไอ้โม่ง เพราะเห็นๆ กันอยู่ เพราะการตัดตอนไม่ใช่แค่ 50 ลิตรหรือ 100 ลิตร แต่ต้องใช้คลัง หากไปตรวจเจอว่ามีการใช้มากกว่าทั่วไป ก็โดน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กำลังดำเนินการอยู่ 

ขณะเดียวกันเราก็ขยับกลไก ทำให้ราคาสมเหตุสมผล สมัยก่อนเราไปเติมในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตอนนี้ตนต้องยอมรับว่าต้องดูแลพี่น้องประชาชนก่อน โดยให้พยุงราคาใน 2 สัปดาห์แรก โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่เมื่อครบ 2 สัปดาห์ เราก็มีมาตรการใหม่ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องไปดูเรื่องการควบคุมราคาสินค้า ส่วนกระทรวงการคลัง ตนก็ได้เชิญมาสั่งการ ย้ำว่าวันนี้เป็นการสั่งการ ไม่ใช่การขอร้อง ว่าจะต้องไปหามาตรการช่วยเหลือ ทั้งภาษีสรรพสามิต การกลั่น รวมถึงภาษีต่างๆ ที่สามารถช่วยได้ แบ่งไปยังเซกเตอร์ต่างๆ ทั้งการขนส่งสินค้า ขนส่งคน ขนส่งน้ำมัน ดูให้ครบให้มากที่สุด ซึ่งได้รับนโยบายตนไปหมดแล้ว หลังจากนี้ก็จะมีการแถลงข่าวออกมา

ส่วนต้องกลับไปย้ำมาตรการ Work From Home (WFH) ก่อนหน้านี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี เผยว่า ก็เป็นมาตรการปกติ หากทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในที่ทำงานด้วย หากสามารถเวิร์กฟรอมโฮมได้ก็เวิร์กฟรอมโฮม แต่หากทำไม่ได้ก็เข้าใจได้ ที่สำคัญคืออยากให้ตระหนักว่า แม้เราจะไม่ได้มีปัญหาการนำเข้าน้ำมันดิบ หรือการส่งน้ำมันเข้าในระบบทุกวัน แต่เราควรตระหนักว่าสถานการณ์โลกในตอนนี้ ไม่รู้จะยุติเมื่อไหร่ จะมีการตอบรับการเจรจาทั้งคู่หรือไม่ ดังนั้น เราต้องมาพึ่งพาตนเอง ใช้ให้ประหยัดลง ทุกวันนี้เราก็ได้บอกไปทุกหน่วยงาน ว่าให้ช่วยประหยัดพลังงาน 

วันนี้เราใช้ 67 ล้านลิตรต่อวัน ยังอยู่ในภาวะปกติ ตอนนี้เพิ่มมาเป็นกว่า 80 ล้านลิตร มีคนบอกว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่เห็นว่าราคาน้ำมันเขาถูกกว่าจึงเข้ามาเติม หรือมีความกังวลจึงสำรองไว้ ไม่ใช่กักตุน ซึ่งตนขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องกังวล มันมีเพียงพอ หากเรากลับมาใช้ที่ 67 ล้านลิตรต่อวันได้ เท่ากับว่าเรายังไม่ต้องทำอะไรเลย ยังเป็นเหมือนสถานการณ์วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในสถานการณ์แบบนี้ สามารถใช้จนลงไปเหลือ 55 ล้านลิตรต่อวัน ตนว่าสามารถทำได้ จะทำให้การใช้พลังงานลดลงโดยไม่มีผลกระทบอีก ก็จะสามารถควบคุมค่าครองชีพได้หมด 

ทางด้านคำถามว่าจะต้องปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้ประชาชนเชื่อมั่นได้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็พยายาม รับรองได้ว่าทุกคนทำงานกันหมด แต่บางครั้งหากมัวแต่ไปตอบโต้ก็ไม่ต้องทำงาน หรือไปหวั่นไหวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่เคยมั่นใจว่าทำถูก ก็อาจจะเกิดความไขว้เขวและไม่ทำ ทุกวันนี้เราระดมสมอง มีบุคลากรที่มีประสบการณ์จากภายนอก หรือจากภาคเอกชนเราก็รับฟัง แม้กระทั่งในสภาฯ เราก็รับฟัง ตรงไหนที่ทำได้ เราทำหมดอยู่แล้ว 

สำหรับคำถามว่าจะพิจารณาเป็นภาวะฉุกเฉินหรือไม่ นายกรัฐมนตรีส่ายหน้า ก่อนขึ้นรถยนต์ไฟฟ้าฝั่งคนขับ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเมื่อเจอเรื่องหินแบบนี้เครียดหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ก็ธรรมดา แต่เรามีกลไกรัฐ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ทุกคนมีประสบการณ์ในการบริหารสถานการณ์วิกฤต เราต้องผ่าน มั่นใจว่าเราต้องผ่านไปได้.