ในยุคที่ข้อมูลล้นมือแต่ความเข้าใจที่ถูกต้องกลับหายาก คุณอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการ Bank of America ประจำภูมิภาค ได้แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจจากการพูดคุยในวิทยาลัยพลังงาน (วพน.) โดยหยิบยกความรู้จาก คุณพละ สุขเวช อดีตผู้ว่าฯ ปตท. มาช่วยดึงสติคนไทยให้ตื่นจากความเชื่อผิดๆ เรื่องพลังงานไทย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าไทยมีแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาลติดอันดับโลก 

ในความจริงข้อมูลจาก Worldometer ปี 2025 ระบุว่าไทยอยู่อันดับที่ 55 ของโลก มีน้ำมันดิบสำรองเพียง 239.8 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นแค่ 0.014% ของปริมาณสำรองทั่วโลกเท่านั้น ซึ่งหากเราหยุดนำเข้าน้ำมันและพึ่งพาเพียงทรัพยากรที่มีอยู่ น้ำมันจะหมดประเทศภายในเวลาไม่ถึงปี เพราะความต้องการใช้จริงสูงถึง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่เราผลิตเองได้เพียง 1 แสนกว่าบาร์เรลต่อวันเท่านั้น 

ด้วยเหตุนี้ไทยจึงมีสถานะเป็น "ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ" (Net Importer) ที่ต้องพึ่งพาตะวันออกกลางเป็นหลักกว่า 60% ของการใช้งานทั้งหมด

ท่ามกลางวิกฤตที่ทำให้คนไทยเริ่มกังวลเรื่องน้ำมันหมดปั๊ม หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่นำเข้าน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียเหมือนบางประเทศ? 

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าน้ำมันไม่ใช่สินค้าที่นึกจะซื้อก็ซื้อได้ทันที แต่มันผูกพันด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหลายเดือน และที่สำคัญที่สุดคือข้อจำกัดทางเทคนิคของโรงกลั่นในไทยที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำมันจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมี ทั้งความหนาแน่น และปริมาณกำมะถันที่แตกต่างจากน้ำมันรัสเซียอย่างสิ้นเชิง 

โรงกลั่นไทยทุ่มเม็ดเงินมหาศาลลงทุนในหน่วยกำจัดกำมะถัน (Desulfurization Units) และปรับแต่งระบบให้เข้ากับสูตรเคมีของน้ำมันอาหรับเพื่อให้ได้สัดส่วนดีเซล และเบนซินที่พอดีกับความต้องการใช้ในประเทศ หากเราฝืนเอาน้ำมันรัสเซียเกรด Urals ที่แม้ราคาจะถูกแต่กลับเต็มไปด้วยโลหะหนักอย่างนิกเกิล และวาเนเดียมเข้ามากลั่น สารเหล่านี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยาที่เรียกว่า Catalyst Poisoning หรือ

...

การทำลายสารเร่งปฏิกิริยาในหอกลั่นอย่างรวดเร็ว ทำให้โรงกลั่นต้องหยุดเดินเครื่องเพื่อเปลี่ยนสารเร่งที่มีราคาแพงมหาศาลบ่อยขึ้น ซึ่งต้นทุนการซ่อมบำรุงนี้อาจพุ่งสูงจนเกินส่วนลดค่าน้ำมันที่ได้มาเสียอีก ส่วนน้ำมันเกรดพรีเมียมอย่าง ESPO แม้จะคุณภาพดีกว่าแต่สัดส่วนผลผลิตที่ได้ (Yield) ก็ไม่ตรงกับความต้องการใช้จริงของไทย 

นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งอย่างจีน และอินเดียแย่งกันซื้อจนราคาไม่ได้ถูกอย่างที่คิด การนำน้ำมันรัสเซียเข้ามากลั่นในปริมาณมากโดยไม่ลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นใหม่ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาลและเวลานาน จึงเป็นสถานการณ์ที่มีแต่ความเสี่ยงและอาจจบลงด้วยคำว่า "พังกับพัง" มากกว่าจะได้ประโยชน์ในระยะยาวครับ