กกพ. ย้ำชัดไทยไม่ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ งัดแผนสำรองฉุกเฉินดึงก๊าซอ่าวไทย-ถ่านหินช่วย ลุยคุมต้นทุนสุดตัวเพื่อความเป็นธรรมของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ
วันที่ 24 มีนาคม 2569 นายพูนพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางต่อการผลิตไฟฟ้าของไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 56 ซึ่งเหตุการณ์สู้รบเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจร (Spot Market) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู หรือเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า อย่างไรก็ตาม กกพ. ขอยืนยันว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความผันผวนของราคาตามกลไกตลาดโลก ไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงแต่อย่างใด และระบบไฟฟ้าของไทยยังคงมีความมั่นคง
นายพูนพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ความกังวลด้านการนำเข้าก๊าซนั้น แม้ไทยจะมีการนำเข้าก๊าซจากประเทศกาตาร์คิดเป็นร้อยละ 15 ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด หรือประมาณร้อยละ 6 ของปริมาณก๊าซทั้งระบบ ซึ่งอาจได้รับความเสี่ยงหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ กกพ. ได้ประเมินความเสี่ยงและเตรียมการล่วงหน้าแล้ว โดยไม่ได้พึ่งพาแหล่งก๊าซจากตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ได้กระจายการจัดหาไปยังแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลก เช่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และแอฟริกา นอกจากนี้ ปริมาณ LNG คงคลังของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะพุ่งสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนเม.ย.ถึงพ.ค.นี้
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบริหารจัดการต้นทุนและบรรเทาผลกระทบต่อค่าไฟของประชาชนและภาคเศรษฐกิจ กกพ. ได้ร่วมมือกับผู้จัดหาเชื้อเพลิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแผนการผลิตไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังน้ำ และเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในอ่าวไทย ซึ่งมาตรการดังกล่าวเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยสามารถช่วยลดการนำเข้า LNG ลงได้ถึงร้อยละ 70 ของ 1 ลำเรือ และเพิ่มปริมาณก๊าซในประเทศได้เทียบเท่าร้อยละ 50 ของ 1 ลำเรือ ทั้งนี้ กกพ. จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำกับดูแลราคาให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานไทยต่อไป
...
