ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ใช้บังคับตั้งแต่วันนี้ (20 มี.ค. 69) ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 รายงานปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือทุกวัน พร้อมเพิ่มบทนิยามคำว่า “น้ำมันองค์ประกอบ”
วันที่ 20 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดชนิดและอัตรา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569 ลงนามโดย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน มีเนื้อหาดังนี้
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดชนิดและอัตรา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2566 เพื่อให้สอดรับกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานน้ำมันภายในประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (20 มีนาคม 2569)
ข้อ 2 ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า “ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปที่ไม่สามารถสูบถ่ายได้ (Dead Stock)” ในข้อ 4 แห่งประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดชนิดและอัตรา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2566
ข้อ 3 ให้เพิ่มบทนิยามคำว่า “น้ำมันองค์ประกอบ” ต่อจากบทนิยามคำว่า “เอทานอล” ในข้อ 4 แห่งประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดชนิดและอัตรา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2566
...
““น้ำมันองค์ประกอบ” หมายถึง น้ำมันที่พร้อมผสมหรือพร้อมปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1 ที่มีลักษณะและคุณภาพตามที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบ”
ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 8 ของประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดชนิดและอัตรา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2566 และใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 8 ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จะเก็บสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละวันไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของปริมาณที่มีหน้าที่ต้องสำรองก็ได้ แต่ทั้งนี้เมื่อคำนวณปริมาณที่เก็บสำรองเฉลี่ยในแต่ละเดือนต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดในข้อ 5”
ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในข้อ 9 แห่งประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดชนิดและอัตรา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2566 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 9 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เก็บสำรองน้ำมันสำเร็จรูปแต่ละชนิดในแต่ละวันตามปริมาณที่มีหน้าที่ต้องสำรอง โดยให้รวมถึงน้ำมันสำเร็จรูปที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตามลักษณะและคุณภาพที่อธิบดีประกาศกำหนดแต่ได้รับหนังสือรับรองการให้ความเห็นชอบให้มีไว้เพื่อจำหน่ายได้ และน้ำมันองค์ประกอบ”
ข้อ 6 ให้ยกเลิกความในข้อ 12 แห่งประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดชนิดและอัตรา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2566 และใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 12 ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 อาจเลือกเก็บสำรองน้ำมันองค์ประกอบหรือน้ำมันดิบแทนน้ำมันสำเร็จรูปที่มีหน้าที่ต้องสำรอง หรือเลือกเก็บน้ำมันสำเร็จรูปแทนน้ำมันดิบที่มีหน้าที่ต้องสำรองได้ในอัตราส่วนแทนกัน 1 ต่อ 1 โดยไม่เกินร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่มีหน้าที่ต้องสำรองตามกฎหมาย ทั้งนี้ น้ำมันองค์ประกอบที่เก็บแทนดังกล่าวต้องเป็นองค์ประกอบชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดของน้ำมันสำเร็จรูปชนิดนั้นๆ
ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ยื่นขอความเห็นชอบต่ออธิบดีก่อนการเก็บสำรองแทนกันตามวรรคหนึ่งและให้ปฏิบัติ ดังนี้
(1) ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ ชนิด ปริมาณ ระยะเวลา หมายเลขถัง และคลังน้ำมันที่จะใช้เก็บ ทั้งนี้ ถังเก็บน้ำมันและคลังน้ำมันดังกล่าวจะต้องเป็นสถานที่ที่ได้รับความเห็นชอบให้ใช้เป็นสถานที่เก็บสำรองด้วย
(2) รายงานปริมาณคงเหลือของน้ำมันที่เก็บแทนกัน เสมือนเป็นน้ำมันที่ต้องสำรองตามแบบแจ้งปริมาณและสถานที่เก็บน้ำมันสำรองตามกฎหมายคงเหลือรายวัน (นพ. 210)
(3) การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดใดๆ ตาม (1) ต้องได้รับความเห็นชอบก่อน”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า “ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7” คือผู้ค้าน้ำมันที่มีปริมาณการค้าแต่ละชนิดหรือรวมกันทุกชนิดต่อปีตั้งแต่ 100,000 เมตริกตันขึ้นไป หรือประมาณ 120 ล้านลิตรขึ้นไป ซึ่งกลุ่มนี้จะมีหน้าที่สำคัญคือต้อง “สำรองน้ำมันตามกฎหมาย” เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
รายชื่อผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (กลุ่มหลัก) ยกตัวอย่างเช่น
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR): ผู้ให้บริการสถานีบริการ PTT Station
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP): รวมถึงธุรกิจในเครือที่ควบรวมกับ ESSO (ปัจจุบันคือ BSRC)
บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (PTG): ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมัน PT
บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด (Shell)
บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด (Caltex)
บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) (SUSCO)
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (Thaioil): เน้นการกลั่นและค้าส่งรายใหญ่
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC)
บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC)
