“สหัสวัต” สส.พรรคประชาชน ชี้ นโยบายจำกัดชั่วโมงการทำงานพยาบาล 12 ชั่วโมง คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แนะเพิ่มอัตรากำลังพยาบาล ปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับภาระงาน เพื่อแก้ไขปัญหาคนออกจากระบบ
วันที่ 20 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม นายสหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน ให้ความเห็นประเด็นนโยบายจำกัดชั่วโมงการทำงานพยาบาล 12 ชั่วโมงว่า รัฐเลือกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของชีวิตคน
นายสหัสวัต กล่าวว่า นโยบายจำกัดชั่วโมงการทำงานของพยาบาลไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถูกนำเสนอในฐานะความก้าวหน้าของระบบสาธารณสุขไทย เป็นความพยายามลดความเหนื่อยล้า ลดความผิดพลาด และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย ในเชิงหลักการ นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง และควรเกิดขึ้นมานานแล้วในระบบที่งานของพยาบาลเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตมนุษย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนโยบายนี้ตั้งอยู่บังคับใช้ทันทีโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของระบบ ในความเป็นจริงของระบบสาธารณสุขไทยนั้น ตั้งอยู่บนการขูดรีดแรงงานจากผู้ปฏิบัติงานมาตลอดหลายสิบปี พยาบาลไทยจำนวนมากทำงานเฉลี่ยถึง 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 288 ชั่วโมงต่อเดือน จากการขึ้นเวรประมาณ 36 เวรต่อเดือน นี่ไม่ใช่สถานการณ์ผิดปกติ แต่คือ “สภาพปกติของระบบ” ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการใช้แรงงานเกินขีดจำกัดของมนุษย์เป็นฐาน ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าการทำงาน 12 ชั่วโมงเหมาะสมหรือไม่ แต่คือ จะแก้ปัญหาระบบที่อยู่ได้ด้วยแรงงาน 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ให้ลดลงเหลือ 52 ชั่วโมงได้อย่างไร โดยที่จำนวนคนยังเท่าเดิม และภาระงานยังเท่าเดิม
...
นายสหัสวัต กล่าวว่า นี่คือจุดที่ต้องยอมรับความจริงร่วมกันว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่อง “ชั่วโมงการทำงาน” แต่เป็นปัญหาที่โครงสร้างของระบบสาธารณสุขอยู่ได้ด้วยการให้บุคลากรทำงานหนัก และค่าตอบแทนต่ำ ประเทศไทยมีพยาบาลวิชาชีพประมาณ 194,735 คน หรือมีสัดส่วนประชากรต่อพยาบาลประมาณ 334 ต่อ 1 แม้จะผลิตพยาบาลเพิ่มปีละหลายพันคน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบกลับสูญเสียบุคลากรออกไปมากกว่านั้นในแต่ละปี จึงเกิดวงจรอุบาทว์ขึ้น คือ คนไม่พอ งานล้น ต้องทำงานเกิน เหนื่อย ลาออก คนไม่พอ
ภายใต้ระบบแบบนี้ การจำกัดชั่วโมงการทำงานโดยไม่เพิ่มกำลังคน ไม่กำหนดภาระงาน และไม่แก้โครงสร้างค่าตอบแทน จึงไม่ได้แก้ปัญหาที่สำคัญ แต่สร้างปัญหาอื่นเพิ่มเติม เช่น ปัญหาค่าตอบแทน ปัญหาการขาดแคลนคน
และที่สำคัญที่สุด ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงาน แต่คือเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย งานวิจัยจำนวนมากทั่วโลกชี้ตรงกันว่า ภาระงานของพยาบาลสัมพันธ์โดยตรงกับผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้ป่วย งานศึกษาในยุโรปที่ติดตามผู้ป่วยกว่า 113,000 ราย พบว่าอัตราส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วยที่สูงถึงระดับ 1:8 ถึง 1:13 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐานความปลอดภัย ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นายสหัสวัต กล่าวว่า ข้อมูลจากต่างประเทศตอกย้ำข้อเท็จจริงว่า การเพิ่มผู้ป่วยต่อพยาบาลเพียง 1 คน สามารถเพิ่มอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำได้ถึง 6–9% และในระบบที่มีการกำหนดอัตราส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วยเป็นกฎหมาย เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย พบว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ถึง 10–13%
นี่เป็นข้อสรุปเชิงประจักษ์ว่าการกำหนด “เพดานภาระงาน” คือเครื่องมือสำคัญในการปกป้องชีวิตประชาชน และนำไปสู่ข้อสรุปเชิงนโยบายที่งานวิเคราะห์ด้านการพยาบาลในสหรัฐอเมริกาได้อธิบายไว้ว่า ในระบบที่ไม่มีการกำหนด nurse-to-patient ratio เป็นกฎหมาย โรงพยาบาลจะเป็นผู้กำหนดภาระงานเองทั้งหมด และนั่นทำให้มาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับทรัพยากรของแต่ละแห่ง ไม่ใช่มาตรฐานขั้นต่ำที่รัฐรับรอง
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ในระบบที่ไม่มีเพดานทางกฎหมาย ความปลอดภัยของคนไข้จะถูกกำหนดโดยงบประมาณ ในทางกลับกัน ประเทศหรือรัฐที่จริงจังกับเรื่องนี้ ไม่ได้หยุดเพียงการจำกัดชั่วโมงการทำงาน แต่กำหนด “มาตรฐานขั้นต่ำของความปลอดภัย” ผ่านกฎหมาย โดยระบุชัดว่าพยาบาล 1 คนสามารถดูแลผู้ป่วยได้สูงสุดกี่คนในแต่ละหน่วยบริการ และถือว่านี่ไม่ใช่เรื่องการบริหารบุคลากร แต่เป็นความรับผิดชอบของรัฐในการคุ้มครองชีวิตประชาชน
นายสหัสวัต กล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ชัดว่า นโยบายจำกัดชั่วโมงการทำงาน 12 ชั่วโมงของไทยกำลังพยายามแก้ “ปลายเหตุ” โดยไม่แตะ “รากของปัญหา” เพราะตราบใดที่อัตรากำลังยังไม่เพียงพอ ภาระงานยังไม่มีเพดานกำกับ และค่าตอบแทนยังบีบให้คนต้องพึ่งพาการทำงานล่วงเวลา ระบบก็จะปรับตัวเพื่อให้เดินต่อไปได้ ไม่ว่าจะผ่านการบีบตารางเวร การซ่อนชั่วโมงทำงาน หรือการผลักภาระกลับไปที่คนทำงาน
ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงพยาบาลทำงานมากหรือน้อย แต่คือระบบสาธารณสุขของไทยกำลังพึ่งพาการทำงานเกินมนุษย์เพื่อให้ดำรงอยู่ได้ และการแก้ปัญหาโดยการลดชั่วโมงการทำงานเพียงอย่างเดียวแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้ แต่ต้องแก้ทั้งหมดพร้อมกันทันที
นายสหัสวัต เห็นว่านโยบายจำกัดชั่วโมงการทำงานไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ไม่อาจเป็นคำตอบเดียวได้ หากรัฐต้องการปฏิรูปอย่างแท้จริง จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่
1. การเพิ่มอัตรากำลังพยาบาลอย่างมีเป้าหมาย กำหนดว่าแต่ละปีต้องเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ และผลิตให้ได้ตามเป้า
2. กำหนดอัตราส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วยเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่บังคับใช้ได้จริง ให้พยาบาลทำงานสอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วย
3. การปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับภาระงาน เพื่อแก้ไขปัญหาคนออกจากระบบ รักษาคนให้อยู่ในระบบ และ
4. การสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิของพยาบาลในการปฏิเสธงานที่ไม่ปลอดภัย
ปัญหาที่เป็นวงจรอุบาทว์ ที่ตนเขียนในข้างต้นเกิดจาก คนน้อย งานเยอะ ทำงานยาวนาน ค่าแรงน้อย จึงออกไปสู่เอกชนที่ค่าตอบแทนดีกว่า ชั่วโมงการทำงานดีกว่า การแก้ปัญหาครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเดียวคือทำงานยาวนาน แต่หากไม่แก้ทั้งเรื่องคนน้อย ทั้งเรื่องค่าตอบแทน ปัญหาก็จะยังคงอยู่แบบเดิม และคำถามที่คาใจพยาบาลจำนวนมาก คือ ทำไมพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน จึงอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ มีมาตรฐานในเรื่องค่าจ้างเรื่องชั่วโมงทำงานที่ชัดเจนได้ แต่ทำไมพยาบาลโรงพยาบาลรัฐกลับไม่ได้สิ่งเหล่านี้
ท้ายที่สุดแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของแรงงานสาธารณสุข แต่คือคำถามพื้นฐานที่สุดของนโยบายสาธารณะว่า รัฐจะยอมให้ “มาตรฐานความปลอดภัยของชีวิตคน” ถูกกำหนดโดยข้อจำกัดของงบประมาณ หรือจะยกระดับมันให้เป็น “มาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องรับรองโดยกฎหมาย” และตราบใดที่คำตอบของคำถามนี้ยังไม่ชัดเจน นโยบายที่ดูดีเพียงใด ก็อาจเป็นได้แค่ภาพลวงตาของการปฏิรูป ไม่ใช่การปฏิรูปที่แท้จริง