“อภิสิทธิ์” แจงจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ งดออกเสียงโหวตนายกฯ ชี้ “อนุทิน” ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ส่วน “ณัฐพงษ์” ยังมีคดีที่ ป.ป.ช. ชี้มูล ปัดรอร่วมรัฐบาล


เมื่อเวลา 11.04 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายต่อจาก นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถึงการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนโหวตเลือกในวันนี้ ว่า เรามีข้อบังคับว่าด้วยเรื่องประมวลจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร ข้อที่ 16 ระบุว่า สมาชิกและกรรมาธิการต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบัญญัติของกฎหมาย โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ เราต้องสามารถพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“กรณีของท่านนายกฯ อนุทิน (ชาญวีรกูล) ก็เสียดายครับว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมไม่ได้มีโอกาสได้ฟังวิสัยทัศน์จากท่านเลย ได้ฟังคุณณัฐพงษ์ (เรืองปัญญาวุฒิ) มากพอสมควร และวันนั้นค่อนข้างจะเคลิ้มตามหนิม (นายจุลพันธ์) ที่พูดถึงหนู (นายอนุทิน) มากกว่าที่พูดเมื่อสักครู่”

...

นายอภิสิทธิ์ ระบุต่อไปถึงเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถให้ความเห็นชอบการเสนอชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ โดยจะหยิบยกในเรื่องของคดีความ เพราะเวลาเราพูดถึงเรื่องจริยธรรมมันไม่ใช่เรื่องของการตัดสินเชิงกฎหมาย และสิ่งที่พูดจะไม่ได้บอกว่าการกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาเป็นจริงหรือเป็นเท็จ แต่กำลังพูดถึงว่าสถานะของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น สมควรที่จะได้รับการเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจน เราต้องการสร้างการเมืองสุจริต และกับหัวหน้าพรรคประชาชนในช่วงแสดงวิสัยทัศน์ตามเวทีต่างๆ เราพูดตรงกันว่าความรับผิดชอบทางการเมืองหรือมาตรฐานในเรื่องการเมืองต้องต่างและสูงกว่าเรื่องของความรับผิดชอบหรือมาตรฐานทางกฎหมาย

สำหรับประเด็นหลักที่ไม่สามารถเห็นชอบได้ คือประเด็นเรื่องฮั้ว สว. เพราะเรื่องนี้คดีนี้มีความร้ายแรงที่สามารถทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล อาณัติของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองแล้ว สว. ซึ่งมีหน้าที่ในการสรรหาองค์กรอิสระ ก็จะทำให้องค์กรอิสระขาดความเป็นกลาง ไม่เที่ยงธรรม และไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารหรือพรรคการเมืองได้

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายต่อไปว่า บังเอิญ นายอนุทิน ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะของการผู้ถูกกล่าวหา ในการดำเนินการของ 2 หน่วยงานด้วยกัน หน่วยงานแรกคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเมื่อมีการกล่าวหาไปแล้ว ได้มีการส่งเรื่องนี้ให้กับอนุกรรมการสืบสวน ชุดที่ 26 ซึ่งได้มีการบรรยายข้อกล่าวหา และมีการแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบข้อกล่าวหา รวมทั้งนายอนุทิน ด้วย ข้อหานั้นตนไม่ลงรายละเอียด แต่จะได้บรรยายอย่างชัดเจนถึงกระบวนการทำงานของพรรคการเมืองที่วางแผนในเรื่องของกระบวนการของการได้มาซึ่งวุฒิสภา ซึ่งขัดกับกฎหมายหลายมาตรา และคณะอนุกรรมการชุดนี้ก็ได้มีความเห็นว่า บุคคลผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงนายอนุทินนั้น เป็นผู้ที่ได้ดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาของวุฒิสภา

ยิ่งไปกว่านั้นความคลางแคลงใจของสังคมก็ทวีคูณขึ้นมา เพราะโดยปกติแล้วเมื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนได้มีการสืบสวนเสร็จ ก็จะมีการจำหน่ายเรื่องนี้หรือจ่ายเรื่องนี้ไปให้กับอนุกรรมการวินิจฉัย ซึ่งปกติมีอยู่ 35 คณะ และเขาจะจ่ายให้กับคณะใดก็เรียงตามลำดับเรื่องที่เข้า จึงทำให้ไม่มีความชัดเจนว่าจะไปอยู่ที่คณะใด แต่ปรากฏว่า กกต. ได้มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาใหม่เป็นชุดที่ 36 เจาะจงมาพิจารณาเรื่องนี้ ที่สำคัญเมื่อมีการดำเนินการเช่นนั้น ก็มีผู้ไปฟ้องร้อง กกต. ว่าการตั้งอนุกรรมการดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ และได้ฟ้องไปที่ศาลอาญาทุจริต ซึ่งจะได้มีคำสั่งในเรื่องนี้ในเดือนหน้า

“แน่นอนครับ ความหมายของเรื่องนี้ก็คือ คุณอนุทินนั้นยังอยู่ในสถานะนี้ แม้จะมีข่าวว่าอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ประชุมกันและบอกว่าจะยกเรื่องนี้ แต่อำนาจสุดท้ายอยู่ที่ กกต. และเรื่องนี้ก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจตั้งคณะรัฐมนตรีของคุณอนุทินด้วย เพราะว่าบุคคลผู้ถูกกล่าวหามีเป็นจำนวนมาก สถานะตรงนี้ท่านไม่ต้องชี้แจงผมเรื่องสาระครับ แต่นี่คือสถานะของนายอนุทินในกรณีของ กกต.”

อีกหน่วยงานที่สอบสวนคือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เบื้องต้นท่านอาจจะเข้าใจว่ามีการยุติเรื่องด้วยการส่งอัยการให้มีการฟ้องร้องบุคคล 8 คน แต่ปรากฏว่าเมื่อต้นปีอัยการเมื่อได้รับสำนวนบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนประมาณ 1,200 คน วงเงิน 300 ล้านบาท ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และการฟอกเงิน ในที่สุดอัยการส่งเรื่องคืนกลับมาที่ DSI บอกว่าผู้ต้องหาทั้ง 8 คนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีกับบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดต้องสอบสวนให้ครอบคลุมทั้งหมด จะตัดทอนแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหาได้ไม่ 

“ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงไม่สามารถที่จะเห็นชอบให้บุคคลที่มีสถานะในปัจจุบันมีคดีค้างอยู่เช่นนี้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะจะเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนและที่พึงจะมี เป็นการรบกวนประเด็นในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าทำไมเราไม่สามารถหาบุคคลอื่น”

ส่วนคำถามต่อมาว่าแล้วทำไมตนจึงไม่สนับสนุน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขอเรียนว่า ด้วยหลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกัน เมื่อตกเป็นผู้ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลเรื่องส่งเข้าสู่ศาล และอาจจะทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เราก็มีความเห็นว่าไม่สามารถสนับสนุนท่านได้เช่นกัน 

“ไม่ต้องกังวลหรอกครับ การงดออกเสียงไม่ใช่เป็นเรื่องการรอร่วมรัฐบาลครับ ผมทำงานเป็นฝ่ายค้านแทบจะนานที่สุดในสภาฯ แห่งนี้ ไม่มีประวัติรอร่วมรัฐบาล ตรวจสอบจริง ไม่ตรวจสอบทำคอนเทนต์ เดินหน้าด้วยความตั้งใจครับ”

ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า อยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่เสียใจที่สุดคือถ้าจะบอกว่าไม่ยอมรับการเลือกตั้งหรืออย่างไร น่าเสียดาย 2 นอกเหนือจากประเด็นที่ได้มีการชี้ไปแล้วว่ามีการกระทำในการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เรียบร้อย เรื่องก็ยังค้างอยู่ในศาลและมีข้อโต้แย้งมากมายนั้น น่าเสียดายที่ 2 พรรคการเมืองที่เสนอชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ความจริงท่านมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีปัญหา ทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแล้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน เราจึงจำเป็นต้องงดออกเสียง.


ดูสดโหวตนายก ส่ง ‘อนุทิน’ นั่งเก้าอี้สมัย 2 คลิกเลย