“พิพัฒน์” จับพิรุธน้ำมันหายอาจลักลอบส่งทางเรือ ลั่น ต้องมีคนโกหก โรงกลั่นผลิตเต็มกำลังทุกวัน แต่หน้าคลังไม่มีน้ำมันจ่ายผู้ประกอบการ กระทบประชาชนมีน้ำมันเติมไม่เพียงพอ พร้อมวอนอย่าด่าเด็กปั๊ม


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) กล่าวถึงกรณีที่ปริมาณน้ำมันยังมีไม่เพียงพอในสถานีบริการ ว่า กระทรวงพลังงานยืนยันว่ามีสต็อกน้ำมันเหลือถึง 101 วัน และโรงกลั่นก็ยังทำงานเต็มกำลังการผลิตทุกวัน แต่การที่หน้าคลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่ายให้ผู้ประกอบการ ประชาชนมีน้ำมันเติมไม่เพียงพอ แสดงว่าต้องมีคนโกหก ตัวอย่าง สถานีบริการน้ำมันของตนเองในอดีตเคยได้รับน้ำมันวันละ 15,000 ลิตร แต่ปัจจุบันบางยี่ห้อส่งให้เพียง 4,000-5,000 ลิตรเท่านั้น ทำให้น้ำมันหายไปถึง 10,000 ลิตร

ประชุมทุกฝ่ายจับแก้ผ้าดูทีละคน

ดังนั้น ข้อสันนิษฐานเดียวที่เป็นไปได้คือ อาจมีการลักลอบส่งออกน้ำมันทางเรือไปยังประเทศอื่น ซึ่งตนได้ทวงถามไปยังกรมธุรกิจพลังงานแล้วว่าได้สั่งงดการส่งออกน้ำมันทางเรือแล้วหรือไม่ เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีจึงให้มีการเรียกประชุมใหญ่ที่รัฐสภา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานพลังงานทั้งหมด ทั้งโรงกลั่น ผู้ประกอบการขนส่ง และคลังน้ำมัน มาหารือร่วมกันเพื่อแก้ผ้าดูทีละคน และจับเท็จให้ได้ว่าใครคือคนที่กักตุน หรือน้ำมันหายไปอยู่ที่ใครกันแน่

โต้ รัฐไม่เคยจำกัดโควตาการขายน้ำมัน

สำหรับประเด็นที่ม็อบเรียกร้องให้รัฐยุติการจำกัดโควตาน้ำมันนั้น นายพิพัฒน์ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยจำกัดโควตาการขายน้ำมัน ผู้ที่จำกัดโควตาคือผู้ค้าน้ำมันหรือบริษัทแม่ที่จำกัดปริมาณการส่ง ส่วนจะเป็นการกักน้ำมันเพื่อเก็งกำไรของโรงกลั่นหรือไม่ นายพิพัฒน์ ตอบว่า ไม่ใช่อย่างแน่นอน เนื่องจากโรงกลั่นที่ทำงานเต็มกำลังจะไม่มีพื้นที่แทงก์เหลือสำหรับเก็บน้ำมัน อีกทั้งการกักตุนยังมีความเสี่ยงสูง หากสงครามยุติราคาน้ำมันอาจร่วงลงวันละ 20-30 เหรียญได้ทันที

...

“ผมเชื่อว่าไม่มีใครสามารถกักตุนได้ ยกเว้นคุณไม่ได้กลั่นเต็มที่ตามคุณประกาศ สมมติว่าผมบอกว่าผมมีกำลังกลั่นวันหนึ่ง 300,000 บาร์เรล แต่วันนี้แทงก์ผมยังมีพื้นที่ว่างสำหรับน้ำมันดิบ ผมก็อาจจะกลั่นแค่ 200,000 บาร์เรล แต่ผมประกาศว่า 300,000 บาร์เรล เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร แต่ข้อมูลที่ได้รับมา โรงกลั่นยืนยันว่าปัจจุบันกลั่นเต็มกำลังการผลิต แต่เมื่อกลั่นเต็มที่ทุกวัน น้ำมันก็ต้องมีขายโดยไม่ขาดตลาดเลยแม้แต่วันเดียว การที่น้ำมันหายไปจึงนำมาสู่ข้อสงสัยอื่น เช่น การลักลอบส่งออกทางเรือแทน”

แจงดราม่าวอนผู้บริโภคอย่าด่าเด็กปั๊ม

ทางด้านคำถามว่า มีการครหาเรื่องการนำน้ำมันสต็อกเก่ามาขายในราคาแพง นายพิพัฒน์ อธิบายว่า กลไกการซื้อขายน้ำมันดิบของโรงกลั่นต้องสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ไม่ใช่การซื้อมาขายไปแบบวันต่อวันเหมือนสถานีบริการน้ำมันทั่วไป ดังนั้น หากในอนาคตสงครามยุติและราคาน้ำมันลดลง โรงกลั่นก็ต้องแบกรับภาวะขาดทุนเช่นกัน จึงอยากให้สังคมมองในมุมของความยุติธรรมทางการค้า และขอฝากข้อความถึงประชาชนผู้ใช้รถว่า หากเข้าไปเติมน้ำมันแล้วพบว่าน้ำมันหมด ขอความกรุณาอย่าโวยวายหรือต่อว่าพนักงานหน้าปั๊ม เพราะพนักงานไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่สามารถหาน้ำมันมาเติมให้ได้ ก่อนระบุว่า “ถ้าด่าก็ขอให้มาด่าที่ผมดีกว่า ผมพร้อมที่จะรับฟังทุกๆ คำติชม”