รมว.พาณิชย์ สั่งคุมเข้มสินค้า 8 หมวดหลัก อัดโปรเจกต์ลดค่าครองชีพ ย้ำ ยังไม่ควรปรับราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค ขอประชาชนหากพบช่วยแจ้งเบาะแสสายด่วน 1569 ส่วนปุ๋ย-เม็ดพลาสติกยังมีพออีก 4 เดือน
เมื่อเวลา 18.07 น. วันที่ 17 มีนาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวหลังร่วมประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า กระทรวงพาณิชย์ ตระหนักดีว่าสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดโลกสร้างความกังวลกับผู้ประกอบการและประชาชนหลายภาคส่วน ซึ่งตามที่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน บอกไปแล้วว่าเรายังจะมีการควบคุมดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงไปกว่าปีที่แล้ว คือ ราคาน้ำมันดีเซล จะมีเพดานอยู่ที่ 33 บาท เป็นการทยอยปรับ โดยพรุ่งนี้ (18 มีนาคม 2569) จะปรับขึ้น 50 สตางค์ ในมุมของผลกระทบสินค้าอุปโภคบริโภค ณ วันนี้ ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยังควบคุมได้อยู่ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดูแลในเรื่องการตรวจตรา ควบคุม รวมถึงผลกระทบทั้งผู้ประกอบการและประชาชนไปด้วยกัน
ในหมวด “ค่าครองชีพ” ยังไม่ได้มีราคาสินค้าที่ควรจะต้องขยับขึ้น เพราะราคาน้ำมันยังอยู่ในวิสัยที่ รมว.พลังงานได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งเรามีการดูแลอย่างเคร่งครัด สินค้าในหมวดที่เราเรียกว่าสินค้าควบคุมและห้ามปรับราคาขึ้น มีอยู่ 8 หมวดสินค้า หากจะมีการปรับขึ้นต้องขออนุญาตกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง ณ วันนี้สินค้าทั้ง 8 หมวด ยกตัวอย่าง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ เหล่านี้เป็นหมวดที่ถ้าขึ้นราคาต้องมาขอก่อน ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดมาขอขึ้นราคา ดังนั้น ถ้ามีเบาะแสว่ามีข้อมูลว่าที่ใดขึ้นราคาสินค้าหมวดนี้ ขอความร่วมมือช่วยชี้เบาะแสทางสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เราจะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด
...
อีกหมวดคือสินค้าที่หากจะปรับขึ้นแจ้งก่อน แต่ไม่ต้องขออนุญาต อาทิ ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน เป็นต้น เป็นสินค้าที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันก็ยังผู้ประกอบการมาขอขึ้นราคา ดังนั้นหมวดนี้ถ้ามีการขึ้นราคา ท่านใดเห็นสามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วน 1569 เช่นกัน
ทั้งนี้ รวมถึงสินค้าในหมวดที่เราต้องติดตามราคาจำหน่าย แต่ไม่ได้มีการควบคุม เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ซอสปรุงรส น้ำปลา สินค้าเหล่านี้ก็ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา แต่ถ้ามีการชี้เบาะแส จะเข้าไปคุยและเจรจากับผู้ประกอบการให้ช่วยกันพยุงราคา เนื่องจากต้นทุนเรื่องพลังงานยังไม่ได้มีการขยับมากเกินไป
ยังไม่ควรมีสินค้ารายใดที่ต้องขยับขึ้นราคา
นางศุภจี กล่าวต่อไปถึงมาตรการเชิงรุก ว่า สิ่งหนึ่งที่เราพยายามจะทำคือ ใช้กลไกของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ประจำปี 2542 จะมีการดูแลว่าสินค้าหมวดใดควรที่จะเข้ามาอยู่ในสินค้าควบคุมเด็ดขาด คือ ถ้าจะขึ้นราคาต้องขอกรมการค้าภายใน ว่าควรจะมีการทบทวน ขยับสินค้าอะไรที่เป็นสินค้าที่จำเป็นในภาวะวิกฤตินี้ เข้ามาอยู่ในหมวดที่ต้องขออนุญาต ซึ่งอยู่ในช่วงที่เรากำลังจะทำประชาพิจารณ์ ให้ประชาชนช่วยกันให้ความเห็นว่า สินค้าที่เราจะขยับควรจะมีการเพิ่มหรือไม่อย่างไร
ขณะเดียวกัน เรามีการคุยกับทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และผู้ประกอบการรายใหญ่ ให้มีการจัดทำสินค้าราคาพิเศษ และส่งให้กับผู้ค้าปลีก-ค้าส่งในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งในเร็วๆ นี้เราจะมีโครงการประกาศออกไปเป็นทางการว่า จะมีกลุ่มบริษัทใด ผู้ประกอบการรายใดมาร่วมบ้าง เพื่อจะได้กระจายสินค้าที่มีราคาพิเศษลงไปในพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด ผ่านผู้ค้าปลีก-ค้าส่งประจำจังหวัด สำหรับพื้นที่ที่มีความเปราะบาง บางพื้นที่เรายังมีโครงการธงฟ้า ช่วยทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นบางตัว สามารถซื้อได้ในราคาประหยัด แต่จะทำเฉพาะพื้นที่เปราะบาง ไม่เช่นนั้นจะเป็นการไปทำลายค้าปลีก-ค้าส่งประจำจังหวัด จึงต้องทำทั้ง 2 ทางคู่กัน
“ยังไม่ควรมีสินค้ารายใดที่ต้องขยับขึ้นราคา ดังนั้นถ้าท่านเห็นเบาะแส ก็ช่วยแจ้ง เราก็จะเข้าไปดำเนินการ โดยที่ทางกระทรวงมหาดไทยก็ได้ออกมาตรการลงไปแล้ว ภายใต้กลไกของคณะกรรมการจังหวัด คณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กจร. จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัด พลังงานจังหวัด เป็นทีมที่จะลงไปในแต่ละพื้นที่ในการดูแล ขอความร่วมมือจากท่านพี่น้องประชาชน ถ้าเห็นช่วยแจ้ง ชี้เบาะแสมา เราก็จะเข้าไปจัดการตรงนั้นอย่างทันที”
รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อไป อีกหมวดที่ต้องดูแลเช่นกัน ถึงแม้จะยังไม่มีการขยับปรับตัว หรือไม่ควรมีการขยับปรับตัว คือ หมวดการลดต้นทุน เช่น สินค้าเกษตร ต้นทุนใหญ่คือปุ๋ย เรามีการคุยผู้ประกอบการแล้ว เรามีสต็อกปุ๋ยในประเทศถึงเดือนพฤษภาคม และมีปุ๋ยที่อยู่ระหว่างรอขนส่งมา ถ้าได้สต็อกนี้มาเพิ่มจะอยู่ได้ถึงเดือนสิงหาคม แต่ปัจจุบันนี้ยังขนส่งมาไม่ได้เพราะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง จึงมีการประสานร่วมกัน โดยขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยเจรจา เพื่อให้เรานำเรือสินค้ากลับเข้ามาได้ จะได้มีสต็อกเพิ่มเติม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการปรับตัว และไม่ควรมีการปรับตัว ซึ่งปุ๋ยเป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกควบคุม ถ้ามีคนทำผิดเราต้องมีมาตรการจัดการเด็ดขาดตามกลไกของ กจร.
นอกจากนี้ ถ้ามีการขยับในเรื่องราคาน้ำมันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในเรื่องค่าขนส่ง และวัตถุดิบของปุ๋ยถ้ามีราคาเพิ่มเติม สิ่งที่เราเตรียมมาตรการรองรับ คือ มาตรการที่จะไปช่วยปรับ สนับสนุนการลดราคาปุ๋ย เรามี “โครงการธงเขียว” อยู่แล้ว แต่ปีที่ผ่านมาทำในวงจำกัด แต่ครั้งนี้เตรียมการไว้ว่า ถ้าภายในเดือนพฤษภาคม สต็อกราคาเดิมหมดไป และเราไม่สามารถเอาสต็อกใหม่เข้ามาได้ ยังไม่สามารถหาแหล่งเพิ่มเติมได้ สิ่งที่เราพยายามทำคือต้องรับซื้อจากแหล่งที่เราหาทดแทนมา ทั้งมาเลเซีย บรูไน และอีกหลายประเทศที่เราพยายามเจรจาอยู่
ถ้าราคาขึ้นเราจะเข้าไปช่วยลดราคาปุ๋ยธงเขียว ให้เกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยในราคาที่ถูกลง และพยายามจะปรับสูตรปุ๋ยให้มีการพึ่งพาวัตถุดิบที่มีการนำเข้าน้อยลงได้หรือไม่ อย่างไร ที่จะทำให้ผลผลิตไม่มีผลกระทบ และเป็นผลประโยชน์ในระยะยาวในการพึ่งพาวัตถุดิบที่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศ และรวมถึงสนับสนุนเพิ่มเติมเรื่องการให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นทางเลือก เราจะมีการมาตรการให้ค่าชดเชย (Incentive) ในการให้เกษตรกรใช้ด้วย เป็นการช่วยกันประหยัด ซึ่งปุ๋ยชีวภาพเป็นสิ่งที่น่าจะมีประโยชน์ในระยะยาว ถ้าเราสามารถทำและปรับได้ ในการทำเตรียมเอาไว้ถ้าเราจะปรับให้ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น ก็จะมีการดูแลปรับโครงสร้างของปุ๋ย และการลดราคาปุ๋ย
มีเม็ดพลาสติกทำบรรจุภัณฑ์ได้อีก 4 เดือน
ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่มีข่าวว่าเม็ดพลาสติกจะขาดตลาด อยู่ได้ถึงเดือนเมษายน ซึ่งจะทำให้บางอย่าง เช่น บะหมี่สำเร็จรูปราคาสูงขึ้น มีความเป็นกังวล หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากเม็ดพลาสติกอาจจะมีราคาสูงขึ้น สิ่งที่เราทำ 2 เรื่องคือ
1. เราคุยตรงกับผู้ประกอบการและผู้ผลิตรายใหญ่ วันนี้เพิ่งมีการคุยกัน โดยย้ำว่าได้ตัววัตถุดิบเพิ่มแล้ว เดิมที่เราคิดว่าจะมีวัตถุดิบไปถึงแค่เดือนเมษายน ปัจจุบันนี้มีรายงานเพิ่มเติมว่า จะมีเม็ดพลาสติกที่จะมาทำวัสดุได้อีก 4 เดือน เป็นสิ่งที่ดีที่เราได้รับทราบว่าจะช่วยยืดอายุในเรื่องการทำบรรจุภัณฑ์อาหารเหล่านี้
2. เราพยายามแหล่งทดแทนว่าสามารถที่จะมีการสั่งเข้าเม็ดพลาสติกได้จากประเทศใด ก็คล้ายกันกับปุ๋ย เป็นสิ่งที่เราทำงานร่วมกันกับทางกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อที่จะหาแหล่งทดแทนในการนำเข้ามา เป็นการทำล่วงหน้าว่า ถ้ามีการขยับขึ้นของราคา เราก็จะมีการดูแล เยียวยา ซึ่งในความตั้งใจของเรา นอกจากจะช่วยส่งเสริมพลังงานชีวภาพแล้ว ยังจะส่งเสริมในเรื่องต้นทุนชีวภาพด้วย
“โดยสรุปแล้ว สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าจำเป็น ยังไม่มีการปรับราคาขึ้น ขอความร่วมมือ ขอความช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชนว่า ถ้ามีเบาะแสที่ไหนว่ามีราคาขึ้น รบกวนช่วยแจ้งด้วยนะคะ เราก็จะได้ไปดูแลตรงจุดนั้น ซึ่งเราก็จะมีทีมงานที่ลงไปที่หลายๆ จังหวัดอยู่แล้ว”
อาจจะมีคำถามในใจว่า ทุกวันนี้ก็มีบอกอยู่แล้วไงว่า ตรงนี้ตรงนี้ขึ้นราคา ต้องขอเรียนว่า เวลาที่เราไปดู ยกตัวอย่างว่ามีการติดป้ายราคาในกำหนดที่เราควบคุม แต่เวลาที่ขายอาจจะบอกขายอีกราคา ดังนั้นผู้ซื้อหรือผู้ที่แจ้งเบาะแส ก็บอกว่านี่คือการขึ้นราคาแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการซื้อแล้วแจ้งเรา ถ้าเราลงไปเพื่อจะดำเนินการ เพราะเรื่องนี้เป็นคดีในเรื่องอาญาและการปรับด้วย จึงต้องมีหลักฐานว่าทำจริง ถ้ามีหลักฐานว่าซื้อในราคาที่ขึ้นจริง เราสามารถจับได้ทันที ไม่ใช่เรื่องที่จัดการไม่ได้ แต่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ยืนยันว่าถ้ามีคนผิดจริง เราก็จับจริง และมีการมาตรการเข้มข้น ส่วนมาตรการต่อเนื่องจากนี้ ถ้ามีการขยับปรับเปลี่ยนของราคาพลังงานเพิ่มเติม เราก็จะมีมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมนอกจากมาตรการที่เรียนไปแล้ว.