ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ เช่นเดียวกับทางออกของสงครามตะวันออกกลางที่กำลังส่อเค้าลุกลามเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ทั้งในมิติของพลังงาน เศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเมือง 

แม้นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จะมองว่า มหาอำนาจยังพยายามควบคุมระดับการปะทะไม่ให้ขยายวงกว้างจนเกิดความเสียหายมหาศาลเกินเยียวยา โดยมีตัวกลางอย่างกาตาร์ โอมาน และจีน เป็นความหวังในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วนั้นกลับสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างอย่างเลี่ยงไม่ได้

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่อิหร่านและกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงประกาศเป้าหมายทำลายรากฐานธุรกิจของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยพุ่งเป้าไปที่สถาบันการเงินและโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีระดับโลก ทั้ง Google, Oracle, IBM, Amazon, Microsoft ไปจนถึงศูนย์กลางทางวิศวกรรมอย่าง Nvidia ที่ถูกขึ้นบัญชีดำโดยตรง ทำให้นักวิเคราะห์มองตรงกันว่า ความศิวิไลซ์ในพื้นที่อาหรับรอบอ่าวเปอร์เซียจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป ธุรกิจจำนวนมาก และนักท่องเที่ยวเริ่มมองหาบ้านหลังใหม่ที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งนี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศในเอเชียซึ่งอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิรบกำลังเปิดปฏิบัติการดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศของตัวเองเต็มกำลัง

สำหรับประเทศไทย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับลูกต่อด้วยการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสังคายนาทั้งข้อกฎหมาย โครงสร้างภาษี การต่างประเทศ และการลงทุน โดยเฉพาะการปฏิรูประบบวีซ่าเพื่อเคลียร์ปัญหา "ทุนเทา" ให้จบสิ้น เพื่อใช้กฎเกณฑ์ใหม่เปิดรับนักลงทุนชั้นดีที่มีศักยภาพเข้ามาทันที เป้าหมายคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางทางการเงิน และศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมร่วมกับ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อรอการขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการในที่ประชุม ครม.

...

“ผมเตรียมพร้อมทั้งสองเรื่องนี้ไว้แล้ว รอจนกว่ารัฐบาลจะเข้าบริหารราชการอย่างเป็นทางการ ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมครม. จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็ได้เรียนให้ท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไว้แล้วว่า ผม และกระทรวงการคลัง มีโครงการนี้เตรียมไว้พร้อมแล้ว เพราะการลงทุนใดที่ไทยเราสู้ได้ เราจะเอามาก่อน ส่วนที่ช้ากว่าเขา ก็ต้องยอมรับให้เขาไป”

ความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เพราะ World Economic Forum รายงานว่าประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนในปี 2568 ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศสำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยมูลค่าการลงทุนมากกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยสนับสนุนด้านทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า และโทรคมนาคมที่แข็งแกร่ง รวมถึงนโยบายส่งเสริม AI และ Cloud จากภาครัฐที่ชัดเจน จนองค์กรระดับโลกอย่าง UNCTAD ระบุว่าไทยคือเป้าหมายหลักที่จะยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลจากการผลิตดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งกระทรวงการคลังจะเร่งรัดนำเสนอเรื่องนี้ต่อคณะรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้พร้อมจะเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสทองของคนไทย...ว่างั้นเหอะ!