“กมนทรรศน์” สส.ระยอง พรรคประชาชน เร่งรัฐบาลนำร่าง พ.ร.บ.เคลื่อนย้ายสารมลพิษฯ (PRTR) กลับเข้าสภาฯ แก้ปัญหาสารเคมีรั่วไหล-ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน ป้องกันประชาชนจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อมซ้ำซาก
วันที่ 17 มีนาคม 2569 น.ส.กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... (PRTR) โดยขอให้รัฐบาลเร่งนำร่างดังกล่าวกลับเข้าสภาทันที
โดย น.ส.กมนทรรศน์ กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในสมัยสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ตน และเพื่อน สส.จากพรรคก้าวไกล ได้ยื่น ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... (PRTR) เข้าสู่สภาฯ พร้อมกับร่างฯของภาคประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อจำนวน 12,328 คน โดยสภาฯได้มีมติรับหลักการในวาระ 1 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 และได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณารายมาตราจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568
จนกระทั่งมีการประกาศยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ร่างกฎหมายที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วทั้งหมดต้องหยุดชะงักและค้างการพิจารณาอยู่ในวาระที่ 2 และ 3 ทันที เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะกฎหมายหลายฉบับมีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง
จากสถานการณ์ในปัจจุบัน กมนทรรศน์ กล่าวว่า เราไม่สามารถรอเวลาได้อีกต่อไป เพราะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงภัยจากมลพิษไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ หรือแม้แต่มลพิษที่สะสมอยู่ในแหล่งดินแหล่งอาหาร
บ่อยครั้งที่เกิดอุบัติภัยจากโรงงาน เหตุการณ์สารเคมีรั่วไหล หรือการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน เราไม่สามารถป้องกันอันตรายได้อย่างทันท่วงที ไม่สามารถระงับยับยั้งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราไม่มีข้อมูลสารมลพิษที่ชัดเจนจากโรงงานหรือหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งปัญหาเรื้อรังด้านสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
...
น.ส.กมนทรรศน์ ได้อธิบายถึงหัวใจสำคัญของกฎหมาย PRTR ว่ากฎหมายดังกล่าว คือการกำหนดให้ผู้ครอบครองสารมลพิษ รวมถึงผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษต้องรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม พร้อมบังคับให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้สู่สาธารณะ เพื่อเป็นกลไกรับรองสิทธิให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสารมลพิษเพื่อประโยชน์ในการป้องกันตนเองและรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที เปลี่ยนจากการตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มาเป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ตนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งเดินหน้ากฎหมาย PRTR ต่อทันที โดยนำร่างที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งยังค้างอยู่ในวาระที่ 2 และ 3 กลับมายืนยันเพื่อพิจารณาต่อให้จบโดยเร็วที่สุด เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง คืนความปลอดภัยด้านสุขภาพและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษให้แก่ประชาชนคนไทยทุกคน