ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าว หลังพบใช้นอมินีคนไทยบังหน้าประกอบอาชีพทำธุรกิจครบวงจร
วันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าวตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติโดยให้ กก. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รายงานว่า
1. ธุรกิจนำเที่ยวถือเป็นธุรกิจสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นในการนำนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว โดยจัดให้มีบริการและการอำนวยความสะดวก เช่น สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีนักลงทุนต่างชาติจำนวนมากเข้ามาดำเนินธุรกิจนี้ในประเทศไทยและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้สนใจเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลให้เกิดการส่งเสริมด้านตลาดการท่องเที่ยวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังพบนายทุนต่างชาติบางกลุ่มมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ อย่างครบวงจร ทั้งธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ยานพาหนะรับส่งนักท่องเที่ยว ร้านจำหน่ายสินค้า/ของที่ระลึก และธุรกิจบริการอื่น ๆ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ
...
อีกทั้งพบพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เช่น กรณีของกลุ่มนายทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาต่ำกว่าทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวของคนไทยไม่สามารถแข่งขันในด้านราคาและคุณภาพได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งแสวงหาผลกำไรจากนักท่องเที่ยวอย่างไม่สุจริต โดยการแนะนำให้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามร้านค้าและสถานประกอบการในเครือข่ายของตน ซึ่งกำหนดราคาไว้สูงเกินปกติ นอกจากนี้ มีการใช้คนต่างชาติมาทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ส่งผลให้เกิดปัญหา มัคคุเทศก์เถื่อนต่างด้าวแย่งอาชีพสงวนของคนไทย โดยพบพฤติกรรมการข่มขู่ บังคับนักท่องเที่ยวซื้อสินค้า การให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้อง รวมทั้งการละทิ้งนักท่องเที่ยว
2. จากสภาพปัญหาดังกล่าวถือเป็นปัญหาเรื้อรังมานานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคมและภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐยังขาดมาตรการหรือกลไกในการควบคุมกำกับดูแลหรือตรวจสอบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเกิดจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีการเรียกรับสินบนหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของกลุ่มนายทุนต่างชาติ การเสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว และการคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมโอกาสในการดำเนินธุรกิจและการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ไทย ตลอดจนเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 122/2568 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนะฯ และให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามนัยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีสาระสำคัญครอบคลุม 5 ด้าน สรุปได้ดังนี้
1.ด้านการแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ของคนต่างด้าว
2.ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม กำกับดูแลการประกอบธุรกิจนำเที่ยว
3. ด้านการเสริมสร้างศักยภาพมัคคุเทศก์ไทยและการแก้ไขปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนต่างชาติ
4. ด้านการควบคุมกำกับดูแลร้านค้า สถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทนำเที่ยว
5. ด้านการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต