เปิดประวัติ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ผู้ปฏิเสธไม่ใช่นางแบกสีน้ำเงิน แต่พาคะแนนนิยมพรรคภูมิใจไทยพุ่ง ผลงานโดดเด่น นโยบาย “ข้าวแลกอาวุธ” ผงาดได้นั่งรองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์ ในครม.อนุทิน 2
วันที่ 16 มีนาคม 2569 รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในยุค ครม.อนุทิน 2 เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไม่มีพรรคกล้าธรรม ร่วมรัฐบาล ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทย ยังให้เก้าอี้สำคัญกับ 3 เทคโนแครต คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ยังคงได้นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ครั้งนี้จะได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีก 1 ตำแหน่ง พ่วงกับการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ประวัติ ศุภจี สุธรรมพันธุ์
...
สำหรับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชื่อเล่น “แต๋ม” เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2507 ปัจจุบันอายุ 61 ปี ชีวิตส่วนตัวสมรสกับนายปรีธยุตม์ นิวาศะบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลฟ์สแปน แคร์ จำกัด มีบุตรด้วยกัน 2 คน ส่วนการศึกษา จบมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา กรุงเทพมหานคร, จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบการศึกษาปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (การเงินและการบัญชีต่างประเทศ) จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป เมืองอิงเกิลวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอก หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ชีวิตการทำงาน ศุภจี สุธรรมพันธุ์
นางศุภจี เคยเป็นกรรมการผู้จัดการไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานฝ่ายธุรกิจทั่วไป ดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินเดีย ก่อนจะได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยผู้บริหาร (Executive Assistant: EA) ของประธานบริษัท Samuel J. Palmisano ที่สำนักงานใหญ่ไอบีเอ็มในนครนิวยอร์ก ทำให้เธอกลายเป็นผู้บริหารจากอาเซียนคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ ก่อนจะกลับมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคอาเซียน ฝ่ายบริการเทคโนโลยีระดับโลก
หลังจากออกจากไอบีเอ็ม นางศุภจีกลับมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยคมในปี พ.ศ. 2554 ที่ประสบปัญหาขาดทุนสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนสามารถพลิกฟื้นผลประกอบการให้กลับมามีกำไรและฟื้นภาพลักษณ์ของบริษัทในระดับเอเชีย
ต่อมาในปี 2559 ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นผู้บริหารรายแรกที่ไม่ใช่สมาชิกตระกูลผู้ก่อตั้ง โดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการมิกซ์ยูส “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมต่อยอดธุรกิจอาหารและจัดเลี้ยงภายใต้ “ดุสิต ฟู้ดส์” ทำให้เธอติดรายชื่อ “Forbes’ 50 Over 50 Asia 2024 List”
นอกจากนี้นางศุภจี ยังเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกสิกรไทย และเอสซีจี แพคเกจจิ้ง ด้วย ก่อนจะลาออกทั้ง 3 ตำแหน่ง ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568
เส้นทางการเมือง ศุภจี สุธรรมพันธุ์
นางศุภจี ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง ในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในครม.อนุทิน 1 โชว์ฝีมือลุกชี้แจงการอภิปรายครั้งแรก หลังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีก็สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย จน สส.พรรคประชาชนเอ่ยปากชมว่าทำการบ้านมาดีและมีความสร้างสรรค์
นอกจากนี้ยังมีผลงานโดดเด่นคือ นโยบายบาร์เตอร์เทรด (Barter Trade) ยุคใหม่ โดยเจรจาให้คู่ค้าที่ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินรบ หรือเรือรบจากไทย ต้องรับซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง กลับไป 10-20% เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ด้วยความที่ภาพลักษณ์และการพูดจาที่ดีของนางศุภจี ทำให้คะแนนนิยมของนางศุภจีดีวันดีคืน ทำให้นายอนุทิน ประกาศให้ร่วมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย แต่เจ้าตัวได้ปฏิเสธ อย่างไรก็ตามนางศุภจียังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคภูมิใจไทย และมักถูกมองว่าเป็น “นางแบก” แต่เธอได้ปฏิเสธ พร้อมกล่าวยืนยันในเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ บนเวทีสวนลุมพินี เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 ว่า “หลายคนบอกว่าแต๋มเธอเป็นนางแบก ทำเพื่อพรรคภูมิใจไทย ทำเพื่อนายกฯอนุทิน วันนี้ตนขอบอกทุกคนอย่างชัดๆ ว่าตนไม่ได้ทำให้พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ทำให้นายกฯอนุทิน แต่ทำให้กับทุกคนที่อยู่ตรงหน้านี้ ตนทำให้บ้านเมืองของเรา ทำให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือก แต่เราคือคนไทยจะต้องทำให้เขาได้ และต้องทำอย่างเต็มที่เต็มความสามารถให้ดีที่สุด” นางศุภจี กล่าว
กระทั่งในการจัดตั้ง ครม.อนุทิน 2 นางศุภจี ก็มีชื่อได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามที่นายอนุทินเคยระบุไว้ตอนหาเสียงว่าเลือกภูมิใจไทย ได้ “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” เป็นรองนายกรัฐมนตรี
