"พริษฐ์" กัดไม่ปล่อย ตามบี้ กกต. เตรียมเป่าคดีฮั้ว สว. ชี้หลักฐานชัดแต่พยายามฟอกขาวให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลใหม่


วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีพบความผิดปกติในกระบวนการพิจารณาคดีโกงเลือก สว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า สัปดาห์นี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ กกต. ชุดใหญ่จะมีการประชุมเพื่อชี้ขาดสำนวนผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย (ประกอบด้วย สว. 138 คน และเครือข่ายนักการเมือง 91 คน) พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. มีมติส่งคำร้องไปยังศาลเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมแทนที่จะ “ตัดจบ” ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการชุดที่ตั้งขึ้นมาใหม่

นายพริษฐ์เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันมีผลการตรวจสอบที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงภายใน กกต. โดยสำนวนคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 กกต. ร่วมกับ DSI ทำงานร่วมกันกว่า 5 เดือน มีมติชัดเจนให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน เนื่องจากมีหลักฐานน้ำหนักมากเพียงพอ แต่สำนวนอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 คณะที่ กกต. เพิ่งตั้งขึ้นใหม่เมื่อ กันยายน 68 กลับมีมติ “ไม่ส่งฟ้อง” โดยอ้างว่าไม่มีมูลความผิดใดๆ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อฟอกขาว คดีโดยเฉพาะ

นายพริษฐ์บอกด้วยว่า 4 เหตุผลทำไม กกต. ต้องส่งเรื่องถึงศาลไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ คือ หลักฐานมัดแน่นเกินกว่าจะปฏิเสธ เพราะพบบัตรลงคะแนนเลือกกลุ่มตัวเลขชุดเดียวกันซ้ำๆ รวมถึงหลักฐานการนัดรวมตัว พักอาศัยร่วมกัน และหลักฐานการโอนเงินหลักแสนจากกลุ่มนักการเมืองไปถึงผู้สมัคร สว. 

อนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ส่อพิรุธและมิชอบ กกต. มีคณะอนุฯ อยู่แล้วถึง 35 ชุดที่ใช้ระบบสุ่มเพื่อความโปร่งใส แต่กลับตั้งชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่เพื่อคดีนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งยังขัดระเบียบ กกต. ที่ต้องสรุปสำนวนภายใน 1 ปี ทั้งที่ปัจจุบันล่วงเลยมาเกือบ 2 ปี นอกจากนี้ กกต. 4 ใน 7 คน ปัจจุบันได้รับการรับรองตำแหน่งโดย สว. ชุดที่กำลังถูกกล่าวหานี้เอง หากมีการดึงดันตัดจบ สังคมจะตั้งคำถามว่าเป็นการตอบแทนเพื่อให้คดีไม่ถึงศาลหรือไม่ ที่สำคัญมีรายงานว่าผู้ถูกกล่าวหาหลายรายในสำนวน 229 คน คือผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในสภา การรีบเร่งปิดคดีในสัปดาห์นี้จึงถูกมองว่าเป็นแผน “เคลียร์ประวัติ” เพื่อไม่ให้ถูกอภิปรายเรื่องคุณสมบัติในวันโหวตเลือกนายกฯ

...

นายพริษฐ์ทิ้งท้ายว่า หาก กกต. ยังฝืนมติคณะไต่สวนร่วม กกต.-DSI และดึงดันจะยุติเรื่องเองโดยไม่มีเหตุผลที่หักล้างหลักฐานในสำนวนได้ กกต. อาจมีความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม มาตรา 157 และพรรคประชาชนพร้อมจะใช้กลไกในสภาและภาคประชาชนดำเนินการตรวจสอบอย่างถึงที่สุด