“ธรรมนัส” ห่วงสงครามตะวันออกกลางดันน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย ลั่น รักษาการต้องประคองสถานการณ์รอรัฐบาลใหม่ ย้ำจุดยืนการเมือง “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน เพื่อนไม่มีวันตาย”
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 มีนาคม 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น และกำลังซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะชาวนา ที่ต้องเผชิญปัญหาราคาข้าวตกต่ำมาอย่างยาวนานอยู่แล้ว
ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ในสถานการณ์ปกติ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวก็เผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งราคาข้าวที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต รวมถึงปริมาณผลผลิตที่มีจำนวนมาก แต่ช่องทางการตลาดยังไม่สามารถรองรับได้อย่างเต็มที่ ทำให้รายได้ของเกษตรกรไม่สมดุลกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยิ่งทำให้สถานการณ์ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันและปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังที่กำลังจะมาถึง หากราคาพลังงานยังคงสูง ก็จะกระทบเกษตรกรโดยตรง
“เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต้องให้ความสำคัญ และต้องทำงานหนักกว่าเดิมหลายเท่า โดยเฉพาะการบริหารจัดการปัจจัยการผลิต และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงรอยต่อของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ในฐานะรัฐมนตรีรักษาการ ยืนยันว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อประคองสถานการณ์ไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรไปมากกว่านี้ โดยได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
...
พร้อมยอมรับว่า ขณะนี้งบประมาณกลางของรัฐบาลได้ถูกนำไปใช้ในภารกิจอื่นเป็นจำนวนมาก ทำให้วงเงินที่เหลืออยู่ค่อนข้างจำกัด ซึ่งการดูแลด้านงบประมาณเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะต้องพิจารณาหามาตรการรองรับ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่กระทบต่อทุกภาคส่วนของประเทศ
“ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ เราจะพยายามประคองสถานการณ์ให้ดีที่สุดในช่วงนี้ เพราะนโยบายหลักต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯคนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารจัดการ” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว
นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัส ยังกล่าวถึงบทบาทของพรรคกล้าธรรม หลังจากดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มายาวนานถึง 7 ปี ว่า แม้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่พรรคยังสามารถทำหน้าที่ผ่านกลไกรัฐสภาได้ ทั้งการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล ผ่านสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการทำงานผ่านคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เพื่อผลักดันนโยบายด้านการเกษตรได้ต่อไป
ส่วนกรณีที่พรรคกล้าธรรมมีมติงดออกเสียงในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันว่า เป็นมติของพรรคที่พิจารณาแล้วว่า ยังไม่มีบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสมที่จะให้การสนับสนุน จึงเลือกงดออกเสียงดีกว่า พร้อมย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเขาเพียงคนเดียว แต่เป็นมติของพรรคที่ได้หารือร่วมกันก่อนเข้าประชุม เมื่อถูกตั้งคำถามว่าการงดออกเสียงดังกล่าว เป็นการรอจังหวะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบชัดว่า พรรคกล้าธรรมมีหลักการ มีอุดมการณ์ และมีจุดยืนของตัวเอง ไม่ได้ดำเนินการทางการเมืองเพื่อรอเข้าร่วมรัฐบาล
“ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน”
ขณะที่ประเด็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรมจะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคหรือไม่นั้น ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ เพราะยังไม่มีการหารือภายในพรรคอย่างเป็นทางการ ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังมีการกล่าวถึงคำว่า “ความเป็นเพื่อนไม่มีวันหมดอายุ” นั้น ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ชีวิตของตนมีเพื่อน มีพี่ มีน้องจำนวนมาก และยึดถือหลักการสำคัญมาตลอดว่า “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน”
“ผมจบนักเรียนเหล่าฯ สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากคือคำว่า เพื่อนไม่มีวันตาย ถ้าท่านนายกฯกล่าวถึงผม ผมก็หมายถึงท่าน” เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะสนับสนุน นายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งต้องแยกออกจากความสัมพันธ์ส่วนตัว