“สีหศักดิ์” ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ หารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน-คุ้มครองชาวอาเซียนในพื้นที่สู้รบตะวันออกกลาง เดินหน้าเรียกร้องเพื่อให้เกิดการเจรจาอย่างสันติวิธี
วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางเปิดเผยผลการหารือรัฐมนตรี โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการริเริ่มของฝ่ายไทย สืบเนื่องจากเหตุการณ์ตะวันออกกลางที่สถานการณ์มีความน่าเป็นห่วงมาก และมีผลกระทบต่ออาเซียนทั้งโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งทุกชาติเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางตอนนี้ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในภูมิภาค สะท้อนถึงระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการเคารพกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน และเราเป็นห่วงเพราะขณะนี้สงครามการต่อสู้ยังคงรุนแรงอยู่ ยังไม่รู้ว่าจะยุติลงอย่างไร
ทั้งนี้ อาเซียนยืนยันข้อเรียกร้องที่มีไปแล้วจากแถลงการณ์ก่อนหน้าของอาเซียน อยากเห็นการแก้ไขความขัดแย้งนี้ด้วยสันติวิธี ขอให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจาให้เร็ว เพราะมีแต่ความสูญเสียมากมาย โดยเฉพาะของประชาชน เพราะผลกระทบได้กระจายและขยายไปอย่างต่อเนื่องทั้งวิกฤติพลังงาน และที่จะตามมาคืออัตราเงินเฟ้อ จะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ในการหารือวันนี้แต่ละประเทศได้แลกเปลี่ยนกันว่าจะมีมาตรการภายในของแต่ละประเทศ
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า อาเซียนมีกรอบความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอยู่ แม้ว่ามีกลไกในการช่วยเหลือหากมีประเทศใดขาดแคลนน้ำมันในระยะเวลาหนึ่ง ประเทศอื่นในอาเซียนอาจสามารถให้ความช่วยเหลือได้โดยความสมัครใจ แต่กลไกนี้ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างจริงจัง จึงต้องมาหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้กลไกนี้มีผลในทางปฏิบัติ พร้อมยอมรับว่าไม่ง่าย เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมัน มีเพียงมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และเวียดนาม ซึ่งก็เป็นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ มีสัดส่วนการส่งออกไม่มากนัก แต่ก็เป็นเจตนารมณ์ที่ต้องการจะช่วยเหลือกันและกันในยามวิกฤติ กรณีที่เกิดความขาดแคลนมากจริงๆ และมีบางประเทศที่พอให้การช่วยเหลือได้บ้าง
...
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการระยะยาวเกี่ยวกับระบบสายส่งอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid ด้วย ซึ่งมีอยู่ 2 สาย สายที่ 1 คือ ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เป็นความช่วยเหลือในส่วนของพลังงานสะอาด ส่วนอีกสายหนึ่ง คืออินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ฟิลิปปินส์ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนเพิ่งเริ่มพัฒนา โดยในอาเซียนเองก็จำเป็นต้องร่วมกันพัฒนาในด้านพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาด และอาจต้องหาทางเจรจากับประเทศซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ว่าจะสามารถสนับสนุนเราอย่างไรได้บ้างต่อไป
ไม่เพียงด้านพลังงานเท่านั้น เนื่องจากมีประชาชนจากประเทศอาเซียนอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางรวมหลักล้านคน เราก็จำเป็นที่จะต้องหารือกันเพื่อให้การช่วยเหลือชาวอาเซียนในตะวันออกกลางว่าประเทศในอาเซียนจะสามารถช่วยเหลือคนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันได้อย่างไรบ้าง เนื่องจากบางประเทศอาจไม่มีสถานทูตในพื้นที่นั้นๆ จึงจำเป็นต้องช่วยกันให้การดูแลคุ้มครองประชาชน อาทิ การที่สิงคโปร์นำเครื่องบินเช่าเหมาลำเข้าไปรับชาวสิงคโปร์ออกจากประเทศซาอุดีอาระเบีย นอกจากนั้นก็ยังรับชาวอาเซียนประเทศอื่นๆ ออกมาด้วย เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าอาเซียนจะเดินหน้าเรียกร้องต่อไป เพื่อให้เกิดการเจรจาอย่างสันติวิธี สร้างความเข้มแข็งให้กับระเบียบโลก ยึดมั่นในกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศ.