มติคณะอนุกรรมการชี้ขาด คณะ 36 ตีตกคำร้องสอบฮั้ว สว. ชี้ 229 คน ไม่มีมูลความผิด คาดบรรจุวาระในที่ประชุม กกต. ไม่ทันสัปดาห์หน้า ด้าน DSI ชี้ ไม่มีผลต่อสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.
วันที่ 12 มี.ค. เวลา 17.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีรายงานว่า ที่ประชุมอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่มี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธาน มีมติ 5 : 2 โดยมติเสียงข้างมากเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์การกระทำความผิดในการเลือก สว. 2567 จำนวน 229 ราย ไม่มีความผิด ขณะที่ อนุกรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นว่า ควรชี้มูล 134 คน ในกลุ่ม สว. ปัจจุบัน 138 คน
มติดังกล่าว ถือว่า กลับความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 เป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธาน ได้เคยสรุปสำนวน กล่าวหาว่าผู้กระทำความผิด จำนวน 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อีกจำนวน 91 ราย
...
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการของคณะอนุกรรมการชี้ขาด คณะที่ 36 ยังไม่มีการสรุปสำนวนส่งมายังสำนักงาน กกต. และยังไม่ได้ส่งเรื่องเข้าสู่การบรรจุระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีการประชุมประจำสัปดาห์ในทุกวันจันทร์และวันอังคาร เมื่อสรุปสำนวนส่งมาแล้วก็จะต้องใช้ระยะเวลา 7 วันในการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม กกต. คาดว่าจะไม่ทันในการประชุมสัปดาห์หน้า
ความคืบหน้าล่าสุด มีรายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวว่ามติของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติให้ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดีฮั้ว สว. ซึ่งในความเห็นส่วนนี้ของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว จะต้องถูกส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ (บอร์ด กกต.) เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป อย่างไรก็ตาม ความเห็นดำเนินคดีก่อนหน้านี้ของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้เคยมีมติดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ก็จะถูกนำไปพิจารณาในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่เช่นเดียวกัน เพราะทั้งสองคณะอนุกรรมการดังกล่าวถือมีบทบาทเป็นเหมือนที่ปรึกษา ให้ความเห็น หารือ และเป็นผู้กลั่นกรองสำนวนคดีให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และรายละเอียด พฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง แต่คนที่จะชี้ขาดจะต้องเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่เท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ก็จะต้องพิจารณาว่าสำนวนความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยมีมติดำเนินคดีบุคคลใดบ้างและโดยพฤติการณ์ใดบ้าง และแตกต่างไปจากความเห็นกลั่นกรองสำนวนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ กรณีที่ความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ก็ไม่อาจทำให้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 จะสามารถอุทธรณ์ได้ ต้องรอทางคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่อย่างเดียว
DSI ชี้ ไม่มีผลต่อสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพิ่มเติมอีกว่า แต่ในขณะเดียวกัน สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไออยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมจากการตีกลับสำนวนโดยอัยการคดีพิเศษนั้น ยังคงต้องดำเนินการต่อไปตามคำสั่งที่ให้ไปรวมสำนวนกับทาง กกต. โดยมีการกำหนดให้รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับคน 7 กลุ่ม ที่ กกต.ได้ดำเนินการไว้ จึงย้ำว่าความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ในสำนวนคดีฮั้ว สว. ย่อมไม่มีผลเด็ดขาดต่อการสอบสวนในคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ เพราะสอบสวนด้วยกฎหมายคนละฉบับกัน และดีเอสไอก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษให้ครบถ้วน รวมทั้งต้องรอดูในส่วนของการชี้ขาดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย