การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ กำลังสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานซึ่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุที่ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงเป็นหลักนั่นเอง
ในสถานการณ์เช่นว่านี้ การตรึงราคาน้ำมันด้วยเงินกองทุนน้ำมัน หรือเงินอุดหนุนจากรัฐเพียงอย่างเดียว จึงไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนอีกต่อไป เพราะราคาพลังงานยิ่งสูงนานเท่าไร ภาระกองทุนน้ำมัน และงบประมาณประเทศ ก็ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะยามนี้ กองทุนน้ำมันชดเชยราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มไปแล้วลิตรละ 13 บาท และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าสงครามนี้จะยุติลง
สิ่งที่รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน ควรทำในเวลานี้ ไม่ใช่การยื้อเวลาไปเรื่อยๆ แต่คือการบริหารสถานการณ์อย่างมีแผนชัดเจน และพุ่งเป้าคุ้มครองประชาชนในกลุ่มที่เปราะบางที่สุด
สิ่งแรก กระทรวงพลังงานควรสื่อสารความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และค่อยเป็นค่อยไปว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันไม่ใช่สูตรตายตัว ที่จะสามารถนำมาใช้ได้ตลอดไป ที่สำคัญก็คือ ประเทศไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากตลาดพลังงานโลกที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลางได้ตลอดเวลา
รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ต้องแจ้งสถานการณ์ตามจริง พร้อมอธิบายกรอบระยะเวลา และเงื่อนไขของนโยบายรัฐว่า จะช่วยเหลือประชาชน และภาคธุรกิจอย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ดีกว่าปล่อยให้เกิดความไม่แน่นอน และความไม่เชื่อมั่นในหมู่ประชาชนจนสร้างความตื่นตระหนกอย่างที่เห็น
เรื่องที่สอง นโยบายพลังงานควรเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาน้ำมันทั้งระบบ ไปสู่การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นมากขึ้น เช่น ภาคขนส่งสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า เกษตรกร ประมง และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้คือตัวชี้วัดดัชนีค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ หากต้นทุนพลังงานในกลุ่มคนเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้า
...
เรื่องที่สาม หากต้องปรับราคาน้ำมัน รัฐบาลควรดำเนินการในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป และประกาศล่วงหน้า เช่น ปรับราคาน้ำมันขึ้นครั้งละเล็กน้อยเป็นขั้นบันได เพื่อลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และต้นทุนธุรกิจ...การปรับราคาอย่างคาดการณ์ได้ ย่อมดีกว่าการปรับแบบฉับพลัน
เรื่องที่สี่ รัฐต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้น ด้วยการบริหารนโยบายสำรองน้ำมันอย่างรอบคอบ พร้อมๆ กับกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และพลังงานอื่นๆ ตลอดจนถึงต้องป้องกันการกักตุนเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่ตลาดพลังงานโลกตึงตัวด้วย และในระยะยาว วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ ควรถูกใช้เป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทย เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของตน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ การส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง และการพยายามลดการพึ่งพาน้ำมันในระบบเศรษฐกิจ
ความจริงก็คือ ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมัน หรือราคาพลังงานโลกได้ แต่ประเทศไทยเราสามารถบริหารจัดการผลกระทบของมันได้ หากรัฐบาลเลือกทำนโยบายที่โปร่งใส มีเหตุผล และให้ความสำคัญกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
การบอกเล่าสถานการณ์จริงๆ กับประชาชนคนไทย จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องหลีกเลี่ยง แต่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันและกัน ในการรับมือกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่รอบนี้ร่วมกัน
คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลหยุดหรือจะทำให้ราคาน้ำมันไม่ขึ้นได้อย่างไร? หากแต่อยู่ที่รัฐบาลจะบริหารผลกระทบจากราคาน้ำมันขึ้นอย่างไรให้เป็นธรรม และยั่งยืนที่สุดต่างหาก