“ทวี” เรียกร้องหยุด “ภาษี-ราคาทิพย์ น้ำมัน” แก้วิกฤตความทุกข์ประชาชน เสนอมาตรการฉุกเฉินหั่นภาษีสรรพสามิต ยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุน ดึงราคาลงได้ทันทีลิตรละ 10 บาท
วันที่ 11 มี.ค. 2569 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหา หยุด “ภาษี-ราคาทิพย์ น้ำมัน” เพื่อแก้วิกฤตความทุกข์ของประชาชน
โดยระบุราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้กลายเป็นภาระหนักที่สุดที่กัดกินค่าครองชีพของคนไทย จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อต้นปี 2569 พบว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขเร่งด่วนอันดับหนึ่งคือ “การลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และก๊าซหุงต้ม” ภายหลังเกิดเหตุการณ์สงครามอเมริกา-อิสราเอล โจมตีอิหร่าน ราคาน้ำมันของไทยกลับถูก “บิดเบี้ยวจนขัดกับความจริง” ด้วยกลไกที่เอื้อให้ผู้ค้าฟันกำไรมหาศาลจาก “สต็อกเก่า” บนความทุกข์ยากของคนทั้งประเทศ
ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจพบว่า เพียงช่วงเวลา 11 วันหลังเกิดสงคราม (27 ก.พ. - 10 มี.ค. 69) ต้นทุนเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 72% โดยเบนซินดีดตัวจาก 16.54 บาท ไปเป็น 28.46 บาท และดีเซลพุ่งจาก 18.96 บาท ไปเป็น 35.29 บาท
ทั้งที่ในความเป็นจริง น้ำมันที่ไหลออกจากหัวจ่ายในวันนี้คือ “สต็อกน้ำมันเก่า” ที่โรงกลั่นสั่งซื้อมาล่วงหน้าในราคาต่ำก่อนสงคราม แต่ราคาหน้าปั๊มกลับถูกปรับขึ้นทันทีตามราคาตลาดโลกที่ตื่นตระหนก นี่คือกลไก “ราคาทิพย์” หรือการอ้างอิงราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity) ที่บวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยทิพย์ ทั้งที่กลั่นเองในประเทศ ก่อให้เกิดกำไรจากส่วนต่างสต็อก (Stock Gain) มหาศาล ในขณะที่ประชาชนถูกบังคับให้แบกรับภาระโดยไม่มีทางเลือก
...
พันตำรวจเอกทวี ยังระบุด้วยว่า มีข้อเสนอให้ปฏิรูปฉุกเฉิน 1 ปี : “ตัดไขมัน-ลดภาษี” ปิดประตูคอร์รัปชัน ขอยืนยันว่า รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการลดตัวแปรที่รัฐควบคุมได้ ไม่ใช่ออกนโยบายหาเงินกู้หรือจัดเก็บรายได้รูปแบบใหม่เพื่อนำมาอุดหนุน เพราะเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน มักตามมาด้วยรอยรั่วไหลและการทุจริตคอร์รัปชัน เราจึงขอเสนอมาตรการฉุกเฉิน “1 ปี” ดังนี้
(1) หั่นภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาล : ปัจจุบันรัฐเก็บภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันดีเซลถึง 6.92 บาท/ลิตร และเบนซิน 95 ถึง 7.50 บาท/ลิตร ควรจะลด เหมือนสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 0.05 บาท/ลิตร หรือ = 0 บาท หรือสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลดภาษีสรรพสามิต ช่วงโควิด ลง 5 บาท เหลือ 1.44 บาท หรือในครั้งนี้ระงับการจัดเก็บภาษีส่วนนี้
(2) ยุติเก็บเงินเข้ากลุ่มกองทุน (อ้างเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน) คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fund) 9.6 บาท และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน (Consv. Fund) 0.05 บาท รวมเงินเข้ากองทุน 9.65 บาท พักการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อคืนสภาพคล่องลงสู่กระเป๋าประชาชนโดยตรง และลดการแทรกแซงตลาดที่ผิดเพี้ยน ยืนยันการหั่นภาษีสรรพสามิต และยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุน จะช่วยดึงราคาน้ำมันลงได้ทันทีประมาณมากกว่า 10 บาท/ลิตร โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนแม้แต่บาทเดียวยังได้
(3) ทลาย “ราคาทิพย์” ควบคุมค่าการตลาด : ยกเลิกการอ้างอิงราคาเสมือนนำเข้า บังคับใช้ต้นทุนการกลั่นจริง (Cost Plus) จากสต็อกในประเทศ และกำกับดูแลค่าการตลาดให้อยู่ในระดับที่สะท้อนการแข่งขันที่เป็นธรรม
พันตำรวจเอกทวี กล่าวด้วยว่า รัฐต้องยอมเฉือนเนื้อ เพื่อรักษาชีวิตประชาชน หากรัฐบาลดำเนินการตามมาตรการนี้ ราคาที่แท้จริงของเนื้อน้ำมันที่ปราศจาก “ภาษีและราคาทิพย์” จะทำให้ดีเซลลดลงเหลือราว 18-19 บาท และเบนซินเหลือเพียง 16-17 บาท และเมื่อบวกค่าการตลาด (รายได้ของบริษัทน้ำมันและเจ้าของปั๊ม สำหรับจ่ายค่าพนักงาน, ค่าไฟ, ค่าขนส่ง และกำไร) ประมาณ 3.7 บาท น้ำมันดีเซล จะประมาณลิตรละ 24 บาท และเบนซินจะประมาณลิตรละ 21 บาท เท่านั้น
ดังนั้น ข้ออ้างเรื่องการสูญเสียรายได้เข้ารัฐ ไม่อาจเทียบได้กับความพินาศของเศรษฐกิจฐานรากและต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งระบบการใช้วิธี “ลดรายจ่ายให้ประชาชน แทนการหารายได้เพิ่มให้รัฐ” คือความโปร่งใสที่สุด ปราศจากข้อครหาเรื่องการทุจริต และเป็นไพ่ใบเดียวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในครั้งนี้