“สุดารัตน์” แนะนายกฯนั่งประธานวอร์รูมรับมือวิกฤตพลังงานด้วยตัวเอง หวั่นสงครามยืดเยื้อดันน้ำมันพุ่ง 150 ดอลลาร์ ชี้ควรประเมินฉากทัศน์ที่เลวร้ายสุด เพื่อเตรียมรับมืออย่างรอบคอบ
วันที่ 10 มีนาคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน จะยืดเยื้อ จึงแนะรัฐบาลยกระดับคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ ที่มีรัฐมนตรีคมนาคมเป็นประธาน ให้เป็นระดับวอร์รูมเต็มรูปแบบ โดยมีทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยให้นายกรัฐมนตรี ต้องนั่งเป็นประธานด้วยตัวเองพร้อมทำแผนรับมืออย่างรอบคอบและเร่งด่วน โดยควรประเมินจากฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด ว่าถ้าน้ำมันขาดแคลน และราคาพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์/บาร์เรล รัฐบาลจัดเตรียมการรับมืออย่างไร และอธิบายแผนงานแต่ละฉากทัศน์ให้ประชาชนและภาคธุรกิจรับทราบ เพื่อให้สามารถวางแผนในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ
คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุด้วยว่า หลังจากอิหร่านตั้งนายมอสตาบา คาเมเนอี บุตรชายท่านผู้นำคนเก่า เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ ซึ่งถือเป็นสัญญะสำคัญในการรักษาระบอบเดิมและตอบโต้แผน "Regime Change" ของประธานาธิบดีทรัมป์ นักวิเคราะห์ทั่วโลกคาดการณ์ว่าสงครามจะไม่จบลงง่ายๆ และมีโอกาสขยายตัวเป็นสงครามระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อมีการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและคลังพลังงานในพื้นที่อ่าวอาหรับ จนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นจาก 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่ที่สำคัญคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซ เพราะน้ำมันและก๊าซจากประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ออกมาขายไม่ได้ ซึ่งจะกลายเป็นวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลก และจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง
...
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่าการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลในปัจจุบันอาจทำได้เพียงระยะสั้น เนื่องจากกองทุนน้ำมันเริ่มติดลบ เพราะต้องใช้เงินหนุนในปัจจุบันถึงกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน จึงเสนอให้รัฐบาลยกระดับการทำงานของ "วอร์รูม" โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานด้วยตัวเองเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันหลายกระทรวง ทั้งการล็อบบี้จัดหาแหล่งพลังงานใหม่ผ่านกระทรวงพลังงานและกระทรวงต่างประเทศ การควบคุมราคาสินค้าโดยกระทรวงพาณิชย์ และการเยียวยาภาคเกษตรกรรม
คุณหญิงสุดารัตน์ เรียกร้องให้รัฐบาลประเมินฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดการขาดแคลนพลังงาน และราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลจะมีแผนการรองรับอย่างไร ทั้งการจัดหาน้ำมันที่ขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกแย่งกันซื้อ
และควรประกาศแผนรับมือวิกฤต ให้ภาคธุรกิจและประชาชนรับทราบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น