“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล เหน็บ “พล.อ.รังษี” จะปราบโกง แต่ไปร่วมกับคนโกง ย้ำ ไม่โหวตให้ “อนุทิน” แต่ไม่บอกเลือกใคร ก่อนไล่คุณสมบัติ 4 แคนดิเดตนายกฯ
วันที่ 6 มีนาคม 2569 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ เดินทางเข้ารายงานตัวที่อาคารรัฐสภา โดยกล่าวก่อนการรายงานตัวว่า ไม่ได้เข้าสภาฯ มา 2 ปีแล้ว เพราะเสียสละให้คนอื่นมาทำแทน ไม่ได้ขี้เกียจ อยู่ข้างนอกก็ทำงาน
จากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงการยื่นหนังสือที่ศาลฎีกา เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกาตั้งองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย กรณีกลุ่มบุคคลถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาจำคุก นายทักษิณ จากกรณีรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบของกฎหมาย ในฐานะอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หยิบยกเรื่องการแต่งตั้งตำรวจที่เรียกว่าตั๋วช้าง หรือการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล จากตำแหน่งสารวัตร เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีการตรวจสอบระบบตั๋วช้าง และพบว่ามีกระบวนการนำตัวนายทักษิณ กลับประเทศไทย มีผลประโยชน์ตอบแทนที่เรียกกันว่าตั๋วช้าง
...
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เผยต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้มีการตรวจสอบ นายทักษิณ, นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี, นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา, นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และวันนี้จะไปยื่นศาลฎีก ให้แต่งตั้งองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีมีกลุ่มบุคคลร่วมกันขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นายทักษิณ เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ เพราะกระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอ้างอิงว่า ความจริงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในยุคนั้นจะต้องรู้กระบวนการ และเป็นผู้ถวายความเห็นว่าสมควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญา แต่เหตุใดนายวิษณุเบิกความต่อศาลว่าการขอพระราชทานอภัยโทษ ไม่ได้ผ่านตนเอง จึงอยากให้ศาลเรียกนายวิษณุและนายทักษิณมาไต่สวนและหากกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษจำคุก
“ละเมิดอำนาจพระมหากษัตริย์ ในฐานะที่ตนเองนอกจากเป็นตำรวจแล้วยังเป็นคนที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ให้ใครมาละเมิด”
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวถึงความตั้งใจในการเข้ามาทำหน้าที่ผลักดันกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม แต่มีเสียงเดียวก็ไม่รู้ว่าจะผลักดันกฎหมายในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้หรือไม่ พร้อมทั้งปฏิเสธกระแสข่าวการเทียบเชิญร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และท้วงติงว่าไม่มีมารยาท นำชื่อไปใส่
“คนอย่างนี้พอได้ 190 กว่า ก็คิดว่าจะต้องจัดรัฐบาล ต้องบริหารประเทศให้ได้ จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ มี 190 กว่าก็ไปเอาพรรคเพื่อไทยมา 70 กว่า ก็เป็น 200 กว่า 200 เศษเป็นรัฐบาลไม่ได้ เอาพรรค 1 2 3 4 5 ใส่เข้าไปให้ดูเยอะ ให้ได้ 300 เสียง เพื่อตั้งรัฐบาลให้ได้ เพื่อบีบพรรคนู้นบีบพรรคนี้ เข้ามาโดยไม่มีข้อต่อรอง เพราะมีเสียง 300 แล้ว ไปร่วมกับคนโกงไม่ได้หรอก”
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังเปรียบเทียบกับพรรคน้องใหม่ ไม่เหมือนกับพรรคเศรษฐกิจ ของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ บอกจะปราบโกง ใครโกงจะประหารชีวิต แต่ยังไม่ทันทำงานไปมอบตัวกับคนโกง และยืนยันไม่โหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมอธิบายคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่ละคนของพรรคที่มีสมาชิกเกิน 20 เสียง แต่ไม่ได้บอกว่าจะเลือกใคร.