นายกฯ ย้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญ อปท. เข้มแข็ง ยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส พร้อมสานต่อเรื่องค้างในสภาชุดเดิม ลั่นอะไรที่ช่วยได้ ไม่ลังเล เป้าหมายเพื่อความผาสุกพี่น้องประชาชน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมและการสัมมนาทางวิชาการสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายวิสูตร จงชูวณิชย์ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย นายกเทศมนตรี ประธานสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม

...

นายกฯ ขึ้นเวทีกล่าวเปิดว่า ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติเป็นอันมากที่มาพบผู้นำท้องถิ่นจากทั่วประเทศ ถือเป็นเวทีสำคัญสะท้อนถึงพลังของการบริหารประเทศจากฐานรากอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่โลกของเรากำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศแบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ความสำคัญของการพัฒนาประเทศไม่ได้อยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ที่ถูกทางเท่านั้น แต่อยู่ที่ยุทธศาสตร์นั้น จะแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติได้ครบถ้วนจนเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ และคำตอบของคำถามนั้นอยู่ที่พวกเราทุกคนในที่นี้ที่ดูแลหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากที่สุด นั่นก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ อย่าง เทศบาล อบต. และผู้ใหญ่บ้าน เทศบาลจึงไม่ใช่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่คือกลไกที่ทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้จริง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลถึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารงาน หรืองบประมาณ เพื่อให้เทศบาลตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว แก้ปัญหาด้วยตัวเอง และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เพราะเราทราบดีว่า หากเทศบาลมีความคล่องตัว ในการสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจ ฐานรากก็เดินหน้าอย่างมีพลัง


นายกฯ กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการประชุมในครั้งนี้ คือการจัดการกับภัยพิบัติ ปัจจุบันพบว่าประเทศไทยได้ประสบกับภัยพิบัติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงสาธารณภัยที่เป็นรูปแบบใหม่ๆ ด้วย เทศบาลในฐานะหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จึงจะต้องเป็นด่านหน้าในการเตรียมความพร้อม การบริหารจัดการภัยพิบัติ ทุกคนในที่นี้ ต้องมองก้าวข้ามการตั้งรับ ไปสู่การวางระบบในเชิงรุก มีแผนเผชิญเหตุอย่างชัดเจน มีความพร้อม มีระบบแจ้งเตือน ที่มีประสิทธิภาพและมีการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วม รับรู้ข้อมูล เพื่อให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของทีมในชุมชนในการรับมือภัยพิบัติด้วย ในการประชุมครั้งนี้เชื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้อภิปรายถึงระบบจัดการภัยพิบัติ รวมถึงกระบวนการในการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

นายกฯ กล่าวอีกว่า ภารกิจการบริการด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเทศบาล ที่จะละเลยไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำสะอาด ระบบสาธารณูปโภค การจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงวัย ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้ถือเป็นการสะท้อนและตอกย้ำว่าเทศบาลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารพื้นที่ แต่กำลังบริหารคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนไปด้วยพร้อมกัน ดังนั้นหลักธรรมาภิบาล, ความโปร่งใสและความรอบคอบในการใช้อำนาจและงบประมาณ รวมถึงประสิทธิภาพของบุคลากร จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ประชาชนไว้วางใจในการทำงานของพวกเราในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ประเทศไทยก็จะเข้มแข็ง


นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนเองนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะของนายกฯ หรือ รมว.มหาดไทย ขอให้พวกเรามีความเชื่อมั่นว่า เราคือเพื่อนร่วมงาน ที่มีเป้าประสงค์และเป้าหมายเดียวกัน คือความอยู่กินดีของพี่น้องประชาชน, คุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชน, ความสะดวกสบายของพี่น้องประชาชน และโอกาสในการทำกินของพี่น้องประชาชน ในทุกเป้าหมายของเรานั้น จะสังเกตได้เลยว่ามีคำว่า “พี่น้องประชาชน” อยู่ด้วยเสมอ นี่คือสิ่งที่พวกเราจะต้องมาร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาให้เป้าหมายของเราได้บรรลุผลสัมฤทธิ์ ในเวลาอันรวดเร็ว

นายกฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทุกท่านได้นำส่วนใดก็ตามที่ตนสามารถมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดเป็นผลสำเร็จได้ ตนจะไม่ลังเล ในเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ในสภาชุดที่แล้ว ถ้าเรามีสภาชุดใหม่ขึ้นมา ในส่วนที่ตนมีความสามารถในการได้ร่วมผลักดันและขับเคลื่อนได้ ตนก็จะดำเนินการให้มีการสานต่อ และให้ไปถึงเป้าหมายด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ความผาสุกของพี่น้องประชาชน และประเทศไทย