“เดชรัต” ชี้วิกฤตราคามะพร้าวไม่ได้เกิดจากแค่ผลผลิตล้น แต่มาจากโครงสร้างตลาดที่ไม่เป็นธรรมด้วย แนะรัฐเร่งดูดซับส่วนเกินสู่กระบวนการแปรรูป บังคับใช้กฎหมายคุมล้งเถื่อน 


วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) พรรคประชาชน ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอม มาตรการการรับมือของรัฐบาล พร้อมข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา โดยระบุว่ามะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย มีผลผลิตทั้งประเทศประมาณ 550 ล้านผลต่อปี โดยกว่า 80% ปลูกอยู่ในภาคกลาง แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาราคาตกต่ำรุนแรงในช่วงผลผลิตออกพร้อมกัน โดยเฉพาะไตรมาส 3–4 ทำให้ราคาหน้าสวนลดลงเหลือเพียง 3–5 บาท/ผล ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต


ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมไม่ได้เกิดจากอุปทานล้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากโครงสร้างตลาดที่ไม่โปร่งใส อำนาจต่อรองที่ไม่สมดุลระหว่างเกษตรกรกับล้งรับซื้อ การขาดเครื่องมือดูดซับผลผลิตส่วนเกินในช่วงวิกฤต และการขาดโอกาสของเกษตรกรรุ่นใหม่ในการแปรรูปเพิ่มมูลค่า


นายเดชรัต กล่าวต่อไปว่า ตลาดมะพร้าวน้ำหอมของไทยมีช่วงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วระหว่างปี 2563-2565 และสูงสุดในปี 2566 จนมีปริมาณการส่งออกแต่ละปีมากกว่า 416,000 ตัน และมีมูลค่าการส่งออกในปี 2566 เกือบ 10,000 ล้านบาท โดยมากกว่า 80% เป็นการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่สถานการณ์การส่งออกก็เริ่มประสบปัญหาในช่วงกลางปี 2566 จากภาวะเอลนีโญ ทำให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมลดลงและส่งออกได้น้อยลง โดยเริ่มลดลงอย่างชัดเจนในปี 2567 และแม้ในปี 2568 ปริมาณการส่งออกมะพร้าวอ่อนของไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 9.7% แต่มูลค่าการส่งออกกลับลดลงเหลือเพียงประมาณ 6,500 ล้านบาทต่อปี ลดลงไป 15.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหรือ 1 ใน 3 หากเทียบกับปี 2566

...


ยืนยัน วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมเกิดจากมูลค่าต่อหน่วยของมะพร้าวอ่อนส่งออกในปี 2568 ลดลงไปถึง 22.8% จากปี 2567 ซึ่งเป็นตัวกดดันให้ราคามะพร้าวน้ำหอมที่เกษตรกรขายได้ลดต่ำลงไปอีก และหากดูที่ปลายทางของมะพร้าวน้ำหอมที่ตลาดซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน จะเห็นว่าแนวโน้มราคามะพร้าวน้ำหอมที่ตลาดปลายทางในปี 2568 ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงถึง 40% เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเดือนมกราคม 2568 กับเดือนมกราคม 2569 แรงกดดันจากราคาที่ตลาดปลายทางที่ลดลง ทำให้ราคาส่งออกมะพร้าวน้ำหอมของไทยลดลงถึง 60% และกดดันลงมาถึงราคามะพร้าวอ่อนหน้าสวนที่เกษตรกรได้รับลดลงถึง 83% เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน


นาย เดชรัต กล่าวต่อไปว่า แม้อาจดูคล้ายกับว่าราคามะพร้าวหน้าสวนที่ตกต่ำลงก็มาจากราคาส่งออกมะพร้าวที่ตกต่ำลง แต่หากวิเคราะห์ให้ละเอียดโดยเปรียบเทียบสัดส่วนที่เกษตรกรได้รับจากราคาส่งออกมะพร้าวน้ำหอม จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ราคาส่งออกมะพร้าวน้ำหอมสูงกว่า 30 บาท/กก. เกษตรกรจะได้รับส่วนแบ่งจากราคาส่งออกประมาณ 63.1% แต่เมื่อราคาส่งออกต่ำกว่า 30 บาท/กก. เกษตรกรจะได้รับส่วนแบ่งจากราคาส่งออกเพียงประมาณ 31.1% และเมื่อราคาส่งออกต่ำกว่า 20 บาท/กก. เกษตรกรชาวสวนจะได้รับส่วนแบ่งจากราคาส่งออกเพียงประมาณ 22.1% เท่านั้น

แนะใช้กฎหมายคุมล้งเถื่อน

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งราคาส่งออกตกลงมากเท่าไร ราคาที่เกษตรกรได้รับจะยิ่งตกต่ำลงไปมากเท่านั้น เนื่องจากเกษตรกรมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าในการกำหนดราคามะพร้าวหน้าสวน ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างความต้องการซื้อมะพร้าวเพื่อการส่งออกที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10% กับอุปทานหรือปริมาณผลผลิตมะพร้าวอ่อนในปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นถึง 55.3% ผลผลิตที่ล้นตลาดยิ่งทำให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวมีอำนาจต่อรองน้อยลดลง และอาจทำให้ราคามะพร้าวอ่อนหน้าสวนตกต่ำต่อเนื่องไปอีก และทำให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวแสดงความกังวลใจ ว่าทุนจากต่างชาติอาจครอบงำกระบวนการตลาดทั้งหมดของการรับซื้อและการส่งออกมะพร้าวน้ำหอมของไทย และเรียกร้องต้องการให้ภาครัฐตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับล้งเถื่อนที่ไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้อง รวมถึงตรวจสอบการใช้นอมินีของทุนต่างชาติในการเช่าหรือซื้อที่ดินเกษตรกรรม

.

เดชรัตกล่าวต่อไปว่าในช่วงปี 2568-2569 ภาครัฐได้ดำเนินการผ่านกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุเป็นผลไม้เฝ้าระวัง โดยคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เห็นชอบให้มะพร้าวน้ำหอมเป็นหนึ่งในรายการผลไม้ที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การสำรวจข้อมูล โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สสก.) สำรวจพื้นที่ปลูกที่ชัดเจนเพื่อนำมาวางแผนการผลิตและการตลาดให้สอดคล้องกัน การแทรกแซงราคา โดยให้หน่วยงานรัฐเข้าไปช่วยรับซื้อในราคานำตลาดที่ลูกละ 5 บาท ผ่านทางวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ต่างๆ และการตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าลงพื้นที่ตรวจสอบล้งมะพร้าวเพื่อป้องกันการใช้นอมินีหรือการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมายของทุนจีน


อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบันมาตรการของภาครัฐก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล โดยราคาหน้าสวนเฉลี่ยของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังอยู่ที่ระดับ 3.20 บาท/ผล ซึ่งยังลดลงจากเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ระดับราคา 5.75 บาท/ผล เนื่องจากปริมาณรับซื้อของรัฐบาลยังจำกัด เช่น รับซื้อไม่เกิน 1-2 ล้านลูก ขณะที่ผลผลิตจริงออกสู่ตลาดวันละหลายแสนลูกและยังมีผลผลิตส่วนเกินอีกจำนวนมาก มาตรการบางอย่าง เช่น การสำรวจข้อมูล การเปิดตลาดใหม่ การเฝ้าระวังราคา หรือการตรวจสอบนอมินีในการดำเนินธุรกิจต้องใช้เวลาในการดำเนินการ จึงไม่สามารถเห็นผลในการยกระดับราคาในระยะสั้น ความพยายามในการออกแคมเปญขายมะพร้าวอ่อนในตลาดในประเทศ โดยใช้ช่องทางการจำหน่ายตามปกติเช่นโมเดิร์นเทรดหรือออนไลน์ ไม่ได้เพิ่มปริมาณการบริโภคในภาพรวม เพราะจะไปทดแทนการบริโภคตามปกติที่บริโภคอยู่เดิมแทน และการใช้กฎหมายที่ไม่ครอบคลุม เช่น การยังไม่ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีอำนาจให้ผู้รับซื้อและผู้ส่งออกรายงานการดำเนินการในการรับซื้อและการส่งออก เพื่อเฝ้าระวังและติดตามการรับซื้ออย่างไม่เป็นธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าเนื่องจากสัญญาราคาที่ตลาดซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง ในต้นปี 2569 ยังไม่ขยับขึ้น ในขณะที่ผลผลิตยังทยอยออกจากสวนอย่างต่อเนื่อง และราคาอาจลดต่ำลงอีกในช่วงกลางปี 2569 พรรคประชาชนจึงเสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการอย่างจริงจังและเพียงพอในการรักษาระดับเสถียรภาพราคา ดังนี้


1. ดูดซับผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่วนเกินประมาณ 20 ล้านผล แบ่งเป็น 10 ล้านผลในไตรมาสที่ 2 และ 3 และ 10 ล้านผลในไตรมาสที่ 4 หรือประมาณ 100,000 ผลต่อวัน จากผลผลิตทั้งหมดโดยเฉลี่ยประมาณ 1.7 ล้านผลต่อวัน โดยใช้งบประมาณรับซื้อประมาณ 200 ล้านบาท และนำไปแปรรูปน้ำมะพร้าวแช่แข็งและน้ำมะพร้าวเข้มข้น เพื่อเก็บรักษาผลผลิตและเพิ่มมูลค่าต่อไป

2. ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 2542 ในการกำกับดูแลการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมให้มีความเป็นธรรม โดยการประกาศให้มะพร้าวน้ำหอมเป็นสินค้าควบคุม ตรวจสอบและขึ้นทะเบียนล้งรับซื้อมะพร้าวน้ำหอม บังคับใช้ใบเสร็จรับซื้อมาตรฐาน ที่ระบุราคา จำนวน และการหักคุณภาพชัดเจน รายงานปริมาณการรับซื้อ การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ และการส่งออก และการจัดทำกระดานราคาสาธารณะ เพื่อความโปร่งใสและการรักษาเสถียรภาพและความเป็นธรรมในการกำหนดราคารับซื้อ

3. สนับสนุนการนำน้ำมะพร้าวแช่แข็งและน้ำมะพร้าวเข้มข้นที่แปรรูปไว้ไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SMEs เช่น คาเฟ่ เบเกอรี่ ไอศกรีม เครื่องดื่ม และอื่นๆ โดยได้สินเชื่อการค้าวัตถุดิบ 6 เดือน และได้รับเงินสนับสนุนการแปรรูป 3 บาท/ลิตร (หรือประมาณ 1 บาท/ผล)

4. กำหนดราคาเป้าหมายที่ 7.5 บาทในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569