คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ไปแล้ว 95% ในขณะที่ผู้คนเริ่มเห็นโครงร่างคร่าวๆ ของรัฐบาลกันแล้วว่าจะมีกี่เสียง และประกอบไปด้วยพรรคการเมืองใดบ้าง ภายใต้การนำของพรรคสีน้ำเงินอย่าง “ภูมิใจไทย”

ไทม์ไลน์ต่อจากนี้คือ การให้ สส. ไปรายงานตัว เปิดประชุมรัฐสภา เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และลำดับต่อไปคือการเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งคงหนีไม่พ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในปัจจุบัน

เสร็จจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งในช่วงที่รัฐบาลชุดใหม่แถลงนโยบาย คงมีคนสนใจเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันกันไม่น้อย เพราะเป็นเสาหลักสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะวัดว่า นโยบายของรัฐจะใช้ได้จริงแค่ไหน ต้องจ่ายใต้โต๊ะเท่าไหร่ หรือต้องจ่ายกันไปไม่รู้จบ

กระแสในโลกโซเชียลประดังประเดเข้ามาทันที หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมหาวิธีปราบปรามทุนเทา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดการแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง

ยิ่งเมื่อดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ CPI (Corruption Perceptions Index) ของประเทศไทยในปี 2568 ตกลงต่ำกว่าเกณฑ์ โดยไทยได้คะแนนเพียง 33 คะแนน ส่งผลให้อันดับร่วงลงไปอยู่ที่ 116 ของโลก ถือว่าต่ำสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 43 คะแนน สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันค่อนข้างสูง

สัญญาณที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้ตีความประเด็นนี้ระบุว่า:

...

ระดับคะแนน
ความหมาย
60 ขึ้นไป
ระบบโปร่งใส (Rule-based State)
45 - 60
ยังมีการโกงแต่ควบคุมได้
35 - 45
โกงเชิงเครือข่าย
ต่ำกว่า 35
โกงเชิงโครงสร้าง (Systemic Corruption)


คะแนน CPI ของประเทศไทยที่ระดับ 33 หมายถึงการโกงนั้นฝังรากลึกอยู่ในกลไกรัฐ ซึ่งเอื้อต่อกันระหว่างภาคราชการและภาคการเมือง หลายฝ่ายพยายามหาคำตอบมานานว่า เหตุใดเมื่อยิ่งมีหน่วยงานปราบโกงมากขึ้น ดัชนี CPI กลับยิ่งแย่ลง จนดูเหมือนว่าประเทศไทยอาจหมดหนทางแก้ไขปัญหานี้แล้ว

หากไปดูตัวอย่างจากประเทศสิงคโปร์ที่เคยมีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงในอดีต จะพบว่ารัฐบาลสิงคโปร์ใช้นโยบายที่ "สุดขั้ว" เพื่อสร้างรัฐที่โปร่งใส เริ่มตั้งแต่การจัดรัฐรวมศูนย์ กำหนดบทลงโทษรุนแรง จับจริง และไม่มีพื้นที่สำหรับการต่อรอง

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยที่มีดัชนี CPI ต่ำ (อันดับแย่) เพราะมีหลายกลุ่มอำนาจที่ดีลกันตลอดเวลา เครือข่ายเปลี่ยนบ่อย และใช้กฎหมายไม่เท่าเทียม ผลคือไม่มีใครรู้ว่า "กฎที่แท้จริง" คืออะไร นักธุรกิจจึงกลัวความไม่แน่นอนว่าจ่ายแล้วเรื่องจะจบหรือไม่

ลองนึกภาพเปรียบเทียบระหว่าง 2 ประเทศนี้ดู

  • ประเทศ A: ต้องจ่ายใต้โต๊ะ แต่รู้ชัดเจนว่าจ่าย 10% แล้วงานผ่าน ปีหน้ากติกาก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีใครมาเก็บเพิ่ม และศาลตัดสินตามระบบเดิม แม้ไม่มีใครชอบการโกง แต่ธุรกิจยังพอ “วางแผนได้”

  • ประเทศ B: บางทีไม่ต้องจ่าย บางทีต้องจ่าย จ่ายแล้วยังโดนเรียกเพิ่ม เปลี่ยนรัฐบาลกติกาก็เปลี่ยน คดีแบบเดียวกันแต่ผลตัดสินออกมาไม่เหมือนกัน

นักลงทุนทั่วโลกมองว่ารูปแบบ B น่ากลัวกว่ามาก ความจริงพวกเขาไม่ได้กลัวการโกงเท่ากับกลัว “ความไม่แน่นอน” เพราะทุกอย่างเชื่อมถึงกันหมด ตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน ไปจนถึงความรู้สึกของประชาชนต่อความยุติธรรม

เหตุผลสำคัญของการคอร์รัปชันในไทยไม่ได้อยู่ที่ "ความเลวของคน" แต่อยู่ที่ระบบที่ต้องพึ่งพาและเอื้อต่อกันเพื่อความอยู่รอด หรือที่เรียกกันว่า “กับดักคอร์รัปชัน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวประสานงานให้ราชการทำงานเดินหน้า การเมืองรักษาฐาน ธุรกิจใช้แข่งขัน และประชาชนใช้เอาตัวรอด

สิงคโปร์เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเขาไม่ได้เริ่มจากการ "ปลูกจิตสำนึก" แต่เริ่มจากการ "เปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจ" ของรัฐทั้งระบบ เขาไม่ได้ทำให้คนดีขึ้น แต่เขาทำให้การโกงอยู่ไม่ได้ผ่าน 4 มาตรการหลัก:

  1. ตัดดุลพินิจออกจากระบบ: ออกกฎเกณฑ์ใบอนุญาตให้ชัดเจน ใช้สูตรคำนวณภาษีและผังเมืองที่ตายตัว เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจต่อรองหรือ "ไม่มีอะไรให้ขาย" การโกงก็หายไปกว่าครึ่ง

  2. ให้เงินเดือนรัฐสูงพอที่จะไม่ต้องเสี่ยง: ปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการให้สูงมาก เพื่อเปลี่ยนสมการชีวิตให้รู้ว่า หากโกงแล้วโดนจับ จะต้องเสียอาชีพและชีวิตที่ดีไปอย่างไม่คุ้มค่า

  3. จับจริงโดยไม่เลือกฝ่าย: เน้นความแน่นอนและเด็ดขาดของโทษ ไม่ว่ารัฐมนตรีหรือผู้มีอิทธิพลก็โดนลงโทษได้ เมื่อสังคมเห็นว่าเส้นสายช่วยไม่ได้ วัฒนธรรมก็จะเปลี่ยนไปเอง

  4. ลดการพึ่งพาการเมืองในระบบเศรษฐกิจ: หยุดการแจกสัมปทานแบบต่อรอง เปลี่ยนมาใช้การประมูลที่โปร่งใสและใช้กฎเกณฑ์เดียวกันทุกบริษัท

วิธีการเหล่านี้เปลี่ยนกติกาทันทีโดยไม่ต้องรอรณรงค์เรื่องจริยธรรม แต่ทำให้คนดีอยู่ได้และคนโกงอยู่ไม่ได้ ทั้งหมดนี้จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ว่าจะแก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพเพียงใด ในเมื่อตั้งใจจะบริหารราชการแผ่นดินต่อเนื่องไปอีกหลายปีต่อจากนี้