ในการจัดสรรโควตารัฐมนตรีของรัฐบาลใหม่ที่กำลังตกผลึก ท่ามกลางการต่อรองระหว่างพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำกับพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ มีชื่อหนึ่งที่ถูกเอ่ยถึงความเหมาะสม นั่นคือ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" นักการเมืองรุ่นลายครามที่มีชีวิตในวงการการเมืองยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ และไม่เคยตกเป็นฝ่ายค้านแม้แต่ครั้งเดียว
กระแสข่าวระบุว่า พรรคเพื่อไทยซึ่งคาดว่าจะได้โควตา 5 กระทรวง ได้เสนอชื่อสมศักดิ์ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ด้วยความหวังที่จะให้เขามาแก้ปัญหาของประกันสังคม ซึ่งกำลังประสบปัญหาวิกฤตศรัทธาทั้งจากประเด็นการเปลี่ยนแปลงกติกาการเลือกตั้งกรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน การลงทุนที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า อาทิ การลงทุนในอาคาร Skyy9 และ TU Dome รวมถึงการนำเงินกองทุนไปปรับปรุงห้องอาหารของกระทรวงแรงงาน เป็นต้น
การเลือกสมศักดิ์ในด้านหนึ่งมีเหตุผลพอที่เข้าใจได้อยู่ เพราะหลังจากที่เขาได้ "ลุยไฟ" เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลเพื่อไทย สมศักดิ์ได้ใช้อำนาจในฐานะสภานายกพิเศษ "วีโต้" มติของแพทยสภาที่มีมติให้ลงโทษแพทย์สามคนซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งตัวทักษิณ ชินวัตรไปยังชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
สมศักดิ์ให้เหตุผลว่า มติดังกล่าวขาดความชัดเจน และเรียกร้องความเป็นธรรมให้แพทย์ พร้อมยืนยันว่าไม่มีการขู่เข็ญ หรือคำสั่งใดจากผู้ใด แม้แพทยสภาจะคว่ำการวีโต้และยืนยันมติเดิมในที่สุด แต่เหตุการณ์นั้นทำให้เราได้เห็นภาพของ "สมศักดิ์ลุยไฟ" ผู้ไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับหน่วยงานวิชาชีพอย่างแพทยสภา ซึ่งความกล้าเช่นนี้เองที่บางฝ่ายเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการกับสำนักงานประกันสังคมที่กำลังตกอยู่ในความขัดแย้งระหว่างฝ่ายผู้ประกันตนกับฝ่ายบริหารของประกันสังคม
...
ทว่ากระแสนี้กลับก่อให้เกิดปฏิกิริยาตีกลับจากพรรคภูมิใจไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่อนุมัติชื่อสมศักดิ์ โดยแสดงความประสงค์ให้พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ "คนหนุ่มสาว" มาดำรงตำแหน่งเจ้ากระทรวงแรงงานแทน
หากเราจะทำความเข้าใจในตัวสมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องย้อนไปสู่เส้นทางการเมืองอันยาวนาน สมศักดิ์เป็นตัวอย่างของนักการเมืองที่เรียกได้ว่า "เก๋าเกม" ด้วยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัยถึง 10 สมัย และผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาแล้วในหลากหลายสมัย หลากหลายกระทรวง ตั้งแต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในสมัยชวน หลีกภัยและบรรหาร ศิลปอาชา ไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นต้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตำแหน่งต่างๆ ทางการเมืองก็คือ "สถิติ" ที่เขาภาคภูมิใจ นั่นคือการไม่เคยตกเป็นฝ่ายค้านตลอดชีวิตการเมือง สมศักดิ์เป็นผู้ที่สามารถ "อ่านลมฟ้าอากาศ" ทางการเมืองได้อย่างแม่นยำ จนทำให้เขาเลือกข้างได้ถูกเสมอมา แม้ในช่วงที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยในปี 2549 เขาก็ยังคงบทบาทเป็น "ขงเบ้ง" คอยสั่งการข้างสนามให้กับพรรคมัชฌิมาธิปไตย
ความสามารถในการอ่านทิศทางการเมืองได้อย่างถูกเผงของสมศักดิ์ได้รับการพูดถึงอีกครั้งหนึ่งในปี 2562 เมื่อสมศักดิ์ย้ายไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ และได้ให้สัมภาษณ์เสียงดังฟังชัดว่า "รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา" ประโยคนี้สะท้อนความเข้าใจในกลไกการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกเขียนออกมาเพื่อการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแน่นอน พรรคพลังประชารัฐก็กลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในที่สุดแบบที่ใครหลายคนก็คาดการณ์ได้ถูกต้อง
แม้สมศักดิ์จะเป็นผู้ชนะในการเลือกฝ่าย แต่เขากลับไม่เคยได้กลับไปยังกระทรวงที่เขาถวิลหามากที่สุด นั่นคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เขาหวังจะผลักดันนโยบาย "โคล้านตัว" ให้ประสบความสำเร็จ เพราะนับตั้งแต่เขาหลุดจากคณะรัฐมนตรีในยุคไทยรักไทย โอกาสการกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย เต็มที่คือแค่ได้เฉียดๆ เท่านั้น ดังนั้นเราจะกล่าวว่าการได้กลับไปนั่งเก้าอี้เจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ยังเป็นได้แค่ความฝันของชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้สมญานามว่าไม่เคยเป็นฝ่ายค้าน
แน่นอนว่า การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เพราะด้วยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยด้วยตัวเลข 193 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยซึ่งพรรคที่สืบตระกูลต่อจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนได้เพียง 74 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคอันดับสาม และเป็นความพ่ายแพ้ติดต่อกันเป็นครั้งที่สองของพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้ง
การที่พรรคเพื่อไทยได้โควตา 5 กระทรวงนั้น และมีชื่อของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมอยู่ในนั้น พรรคเพื่อไทยจะจัดการกับวิกฤตในกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานซึ่งมีผู้ประกันตนถึง 24 ล้านคนได้อย่างไร อันนี้ถือเป็นคำถามที่น่าถาม และเป็นคำตอบที่อยากได้ยินเช่นกัน