ประธานวุฒิสภา ตีตกบรรจุญัตติของ “เทวฤทธิ์ มณีฉาย” ปมขอชะลอแต่งตั้ง 2 กกต. คนใหม่ ป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ให้เหตุผล หวั่น สว. ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ


วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ทางสำนักงานเลขาวุฒิสภา ได้ทำหนังสือถึง นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา แจ้งผลการพิจารณาของประธานวุฒิสภา กรณีญัตติ เรื่องขอให้วุฒิสภาชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ.2562 ข้อ 35  นั้น


ประธานวุฒิสภาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกา ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และตามมาตรา 126 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้ในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรด้วยเหตุสภาผู้แทนราษฎร ถูกยุบจะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ โดยมีข้อยกเว้นให้มีการประชุมวุฒิสภาได้เฉพาะกรณีสำคัญ 2 กรณี

คือ 1. การทำหน้าที่ตามมาตรา 17 มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 หรือมาตรา 177 และ

2. การทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ


ในการนี้ ประธานวุฒิสภาได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ เนื่องจากมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ ที่วุฒิสภาจะต้องมีการประชุมเพื่อทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญตามมาตรา 126 (2) ของรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 เรื่อง คือ 1) การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญ

...

2) การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินตามมาตรา 228 ของรัฐธรรมนูญ และ 3) การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามมาตรา 238 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญตามประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2569 โดยกำหนดให้วุฒิสภาดำเนินการประชุมตามมาตรา 126 (2) ของรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และได้มีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2569 โดยกำหนดให้ปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569


ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การเสนอญัตติของนายเทวฤทธิ์ จึงมิได้เป็นเรื่องที่วุฒิสภาจะสามารถดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาได้ ในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรด้วยเหตุสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ตามมาตรา 126 ของรัฐธรรมนูญ ประกอบกับการตีความเพื่อบังคับใช้บทบัญญัติดังกล่าวต้องกระทำโดยเคร่งครัดเท่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้กระทำได้ อีกทั้งญัตติดังกล่าวเป็นญัตติที่หาก รับไว้ให้ที่ประชุมพิจารณาและมีการลงมติ อาจนำไปสู่การที่วุฒิสภาจะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2569 ที่ให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว เป็นผลให้ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมวุฒิสภาจึงดำเนินการประชุมได้เฉพาะการทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญตามมาตรา 126 (2) ของรัฐธรรมนูญและตามที่ประธานวุฒิสภาได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญเท่านั้น 


ส่วนกรณีที่นายเทวฤทธิ์เห็นว่า ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 มีการบรรจุระเบียบวาระอื่นอันมิใช่การพิจารณาให้ความเห็นชอบในตัวบุคคลโดยตรง คือ การบรรจุวาระรับทราบ เรื่อง ประธานวุฒิสภาอนุญาตให้ขยายเวลาการพิจารณาของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้น ในประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่ประธานวุฒิสภาแจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา เนื่องจากในขณะนั้นมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 เป็นเวลานอกสมัยประชุมสามัญและประธานวุฒิสภาได้ใช้อำนาจให้คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขยายเวลาในการทำหน้าที่ จึงต้องแจ้งให้วุฒิสภาทราบ ตามข้อบังคับ ข้อ 100 และเหตุที่ประธานวุฒิสภานำมาแจ้งในการประชุมวุฒิสภาครั้งดังกล่าว เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ เรียบร้อยแล้ว และมีการเสนอรายงานเพื่อประกอบการพิจารณาในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ 1 ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่บรรจุระเบียบวาระเพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งนั้นด้วย เช่นเดียวกับที่ได้มีการบรรจุเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ในระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภาในวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ดังนั้น ในการประชุมวุฒิสภา วันดังกล่าว ที่ประชุมวุฒิสภาจึงไม่สามารถพิจารณาญัตติของนายเทวฤทธิ์ ได้