“วรวงศ์” มั่นใจปี 2569 ปีทองส่งออกไทยอีกปี ช่วยผลักดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ไทยหลุดพ้นจากการเป็นคนป่วยของเอเชีย ห่วงแนวทางภาษีสหรัฐฯ ยังผันผวน แนะเร่งเจรจา FTA เพิ่มให้ทันเวียดนาม


วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย ระบุว่า ปี 2569 จะเป็น “ปีทองของการส่งออก” อีกปีหนึ่งต่อจากปีที่ผ่านมา หลังตัวเลขส่งออกเดือนมกราคมขยายตัวสูงถึง 24.4% สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคส่งออก และประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญให้การส่งออกสามารถขยายตัวต่อเนื่องได้ในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมเริ่มต้นปีด้วยสัญญาณที่ดี โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเดือนล่าสุดขยายตัวถึง 29.8% และเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกัน สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทยในตลาดโลก

นายวรวงศ์ เผยต่อไปว่า ในบริบทการค้าโลก นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อประเทศผู้ส่งออกทั่วโลก แม้ล่าสุดศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการทางการค้า และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศใช้ภาษีนำเข้าทั่วโลก (Universal Tariff) ในอัตรา 15% ภายใต้กรอบเวลา 150 วัน เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า แทนมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เดิม อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าผลกระทบต่อประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ หากมีการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม

...

ขณะเดียวกัน ไทยมีบทเรียนเชิงบวกจากอดีต โดยในช่วงที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีตอบโต้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย สามารถเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 36% เหลือ 19% ได้สำเร็จ ช่วยประคองภาคส่งออกและรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากต่างประเทศ สะท้อนว่าการเจรจาเชิงรุกและความเข้าใจโครงสร้างการค้าโลกยังเป็นกลไกสำคัญในการลดแรงกระแทกจากมาตรการกีดกันทางการค้า และอาจเปลี่ยนความท้าทายรอบใหม่ให้เป็นโอกาสได้เช่นกัน

หากประเทศไทยสามารถรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจไว้ได้ การส่งออกจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และจะช่วยผลักดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยเชื่อมั่นว่า GDP ของไทยจะสามารถกลับมาเติบโตในระดับ 3-5% ได้อย่างแน่นอน จากแรงหนุนของการส่งออก การลงทุน และภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม จะส่งผลให้ไทยหลุดพ้นจากการเป็นคนป่วยของเอเชีย

นอกจากนี้ เสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนของรัฐบาล ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแนวนโยบายที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเร่งรัดการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศ

ส่วนความคืบหน้าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีสมาชิกถึง 27 ประเทศ ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อภาคการส่งออก เนื่องจากจะช่วยขยายโอกาสสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยุโรป ลดอุปสรรคทางภาษี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พรรคเพื่อไทย เคยวางยุทธศาสตร์ผลักดันการเจรจา FTA เพื่อช่วยขยายโอกาสสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ มีการเปรียบเทียบว่า ปัจจุบันเวียดนามมีข้อตกลง FTA ครอบคลุมมากกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยมีเพียง 24 ประเทศ ส่งผลให้เวียดนามสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากไทยเร่งเดินหน้า FTA ที่สำคัญ โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป ควบคู่กับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง จะช่วยปิดช่องว่างการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในตอนท้าย นายวรวงศ์ ยังระบุอีกว่า การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ ถูกคาดหวังว่าจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการลงทุน การยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม และการเดินหน้า FTA สำคัญๆ ซึ่งไม่เพียงเสริมความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและตลาดทุน แต่ยังช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และทำให้ประชาชนเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจนในปี 2569