โฆษกกลาโหม เผยที่ประชุมสภากลาโหม เห็นชอบ 5 มาตรการชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์-ทำรั้วถาวร เดินหน้าจัดตั้งหน่วยป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ พร้อมสั่งทุกเหล่าทัพรับมือภัยแล้ง-ไฟป่า
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมกองทัพอากาศ ชั้น 3 กองบัญชาการกองทัพอากาศ พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 2/2569 ว่าที่ประชุมมีมติสำคัญหลายประเด็น ครอบคลุมมาตรการด้านความมั่นคง การบริหารจัดการทรัพยากร การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมจริยธรรม ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างและขีดความสามารถของกองทัพไทย
โดยที่ประชุมเห็นชอบให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ดำเนินมาตรการควบคุมและรักษาความมั่นคงพื้นที่ชายแดน จำนวน 5 มาตรการ ได้แก่ การคงกำลังตามความจำเป็นของสถานการณ์ การจัดทำรั้วอิเล็กทรอนิกส์และใช้ระบบกล้องวงจรปิด การจัดทำรั้วถาวรในพื้นที่ที่มีความชัดเจนของเส้นเขตแดน การจัดสรรพื้นที่บางส่วนให้ทหารผ่านศึกเข้าไปทำกินและช่วยดูแลรักษาพื้นที่ และการพัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยถือเป็นการปรับแนวทางจากการใช้กำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงกลาโหม เพื่อให้การดูแลพื้นที่ชายแดนมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ และเกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ กำหนดให้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นลำดับแรก ส่วนพื้นที่อื่นให้ดำเนินการตามความพร้อม โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมทำหน้าที่ติดตาม กำกับดูแล และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในด้านมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ภายหลังคณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำ และลดการสูญเสียน้ำ ที่ประชุมจึงกำชับให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ วางแผนและดำเนินมาตรการใช้น้ำอย่างเป็นรูปธรรมในค่ายทหารและสถานที่ราชการ กำกับติดตามการใช้น้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่กระทบภารกิจด้านความมั่นคงและความพร้อมของกำลังพล พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่กำลังพลและครอบครัวให้ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าอย่างต่อเนื่อง
...
สำหรับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ที่ประชุมสั่งการให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด โดยเน้นปฏิบัติการเชิงรุกทั้งระยะเตรียมการและระยะปฏิบัติ มุ่งเฝ้าระวัง ควบคุม และลดแหล่งกำเนิดในพื้นที่เสี่ยง พร้อมสนับสนุนกำลังพล ยานพาหนะ และทรัพยากรที่จำเป็นแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามการประสานหรือร้องขอ รวมทั้งบูรณาการข้อมูล การสื่อสาร และการแจ้งเตือนสถานการณ์ร่วมกับส่วนราชการและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้และความร่วมมือจากประชาชน โดยกำกับติดตามการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
ด้านการส่งเสริมและกำกับดูแลมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ประชุมกำชับให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยประมวลจริยธรรมและการรักษาจริยธรรม พ.ศ.2564 อย่างเคร่งครัด โดยเน้นย้ำการยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ ความซื่อสัตย์สุจริต ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการจริยธรรมของแต่ละส่วนราชการทำหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติของกำลังพลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของกระทรวงกลาโหม
นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบการจัดพิธีเปิดอนุสรณ์สถานสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ณ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศรีสมาน ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 และการจัดกิจกรรมกลาโหมร่วมใจ เดิน-วิ่ง ด้วยหัวใจที่เทิดทูน ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 ณ ศาลาว่าการกลาโหม ในวันที่ 26 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนความจงรักภักดี ความภาคภูมิใจ และความสามัคคี ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกระทรวงกลาโหมกับประชาชน โดยขอให้ทุกหน่วยประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทาง เพื่อเชิญชวนกำลังพล ครอบครัว และประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบการจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย หรือ Joint Capabilities Command (JCC) เพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ การปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สงครามสารสนเทศ การปฏิบัติการทางอากาศ เช่น อากาศยานไร้คนขับและการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ตลอดจนการปฏิบัติการทางอวกาศ เพื่อให้กองทัพไทยมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติ
ในส่วนความคืบหน้าการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ในกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการลงนามจัดตั้งกลไกในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 และต่อมาได้แปรสภาพเป็นคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ที่ประชุมเห็นว่าที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดด้านการประสานงานและการส่งผ่านข้อมูลข่าวสาร จึงมีข้อเสนอให้จัดทำระเบียบปฏิบัติประจำของคณะผู้สังเกตการณ์ เพื่อให้การนำเสนอข้อมูลเป็นกลาง โปร่งใส และสามารถกำกับดูแลการประสานงานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับทราบการปรับปรุงโครงสร้างโรงพยาบาลทศมินทราธิราช หรือโรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) ให้เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ เพื่อรองรับการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในพื้นที่ตามนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีแผนขยายเตียงจาก 130 เตียง เป็น 300 เตียง และยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ให้สูงขึ้น ซึ่งรูปแบบใหม่จะพร้อมเปิดให้บริการภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569