“วิโรจน์” ซัดเดือด ต้องดำเนินคดี พ.ร.บ.อุ้มหาย พลทหารเสียชีวิตหลังถูกสั่งขังในค่ายปราจีนบุรี ลั่น ไม่ควรต้องมาตายเพราะทหารนอกแถว อีกรายถูกลงโทษมุดบ่อเกรอะ โดนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เมื่อเวลา 10.54 น. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีการเสียชีวิตของ พลทหารเพชรัตน์ กำลังยิ่ง ที่กรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี ว่า ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่สังคมจะปล่อยให้เงียบหายไปไม่ได้ ทหารหนึ่งคนที่สูญเสียจากการสู้รบกับอริราชศัตรู เรายังรู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้น แต่นี่เป็นการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำภายในค่ายทหาร ท่ามกลางการสันนิษฐานว่าอาจเสียชีวิตจากการซ้อมทรมานของทหารชาติเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นย่อมถือเป็นความอัปยศที่น่าละอายของกองทัพอย่างมาก
เบื้องต้นทราบว่า พลทหารเพชรัตน์ ถูกทำโทษเนื่องจากลากลับบ้านเกินกำหนด โดยถูกสั่งขังที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 จำนวน 15 วัน แต่มาเสียชีวิตในเรือนจำในวันที่ 10 ของการคุมขัง โดยมีอาการชักเกร็ง แล้วหมดสติ เพื่อนผู้ต้องขังปฐมพยาบาล แล้วนำส่งโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จากนั้นแพทย์ก็แจ้งว่าพลทหารเพชรัตน์ไม่มีสัญญาณชีพแล้ว
นายวิโรจน์ ระบุต่อไปว่า ถือเป็นการเสียชีวิตระหว่างที่ถูกควบคุมตัว ซึ่งตามกฎหมายนอกจากจะกระทำโดยแพทย์และพนักงานสอบสวนแล้ว ยังต้องให้พนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตำแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอขึ้นไปเข้าร่วมตรวจสอบด้วย และเมื่อชันสูตรพลิกศพเสร็จแล้ว จะต้องให้พนักงานสอบสวนร่วมกับอัยการทำสำนวน และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีการไต่สวนการเสียชีวิตโดยศาล และให้ศาลเป็นผู้ทำคำสั่งว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด ระบุถึงสาเหตุและพฤติการณ์การเสียชีวิต
...
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบผลการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดว่าได้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายหรือไม่ เบื้องต้นทราบว่ามีการชันสูตรพลิกศพที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และในกรณีพบร่องรอยที่สันนิษฐานได้ว่า พลทหารเพชรัตน์ ถูกซ้อมทรมาน หรือถูกกระทำใดๆ อันเป็นพฤติกรรมที่โหดร้าย เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะต้องมีการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งต้องบังคับใช้มาตรา 42 ของ พ.ร.บ.อุ้มหาย เพื่อเอาผิดกึ่งหนึ่งกับ ผบ.ค่าย ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาด้วย
“การเสียชีวิตของทหาร หากจำเป็นจะต้องสละชีพเพื่อชาติเท่านั้น ไม่ควรต้องมาตายเพราะสันดานชั่วร้ายของทหารนอกแถวชาติเดียวกัน หากพบว่ามีการซ้อมทรมาน ต้องดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย ที่ศาลอาญาทุจริต โดยไม่มีการละเว้น”
ต่อมาเวลา 15.27 น. นายวิโรจน์ ได้แชร์โพสต์ของกองทัพบก ที่มีการชี้แจงกรณีที่กำลังพลชั้นยศสิบเอก ไปขู่บังคับให้กำลังพลชั้นยศพลทหาร กระทำการบางอย่างที่ไม่เหมาะสม เหตุเกิดภายในหน่วย กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จ.ปราจีนบุรี ว่า ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริง กำลังพลดังกล่าวคือ สิบเอกณัฐกุล ภักดี หลังเกิดเหตุหน่วยต้นสังกัดนำกำลังพลผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อกล่าวโทษและต้องการให้มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ทางหน่วยได้ดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดในทางวินัยทันที ซึ่งปัจจุบันหน่วยต้นสังกัดได้ควบคุมตัวผู้กระทำผิดไว้แล้ว เพื่อเตรียมนำตัวไปเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนกฎหมาย และตามระเบียบทางราชการ ยืนยันจะสนับสนุนให้มีการลงโทษทางวินัย และมีการดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
นายวิโรจน์ ระบุว่า ต้องตามดูต่อว่ากองทัพบกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย หรือไม่ จากกรณีที่เกิดขึ้นที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จ.ปราจีนบุรี มีการลงโทษด้วยการขู่บังคับให้พลทหารมุดลงไปในบ่อเกรอะและถังบำบัดอุจจาระนั้น ไม่ใช่การกระทำผิดอาญาทั่วไป แต่เข้าข่ายเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทหาร
“ผมต้องย้ำตรงนี้ว่า ชั้นยศมีเอาไว้ทำหน้าที่ ไม่ได้มีเอาไว้กดขี่ศักดิ์ศรีทหาร เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นทหาร ไม่ว่าจะเป็นพลทหาร หรือนายพล ก็มีศักดิ์ศรีของทหารที่เท่าเทียมกัน”
ดังนั้น เมื่อพบการกระทำที่เข้าข่ายย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงต้องพิจารณาดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย และนำตัวผู้ต้องหาไปพิจารณาในศาลอาญาทุจริต พร้อมกับต้องตั้งคณะกรรมการสอบผู้บังคับบัญชา ว่าได้มีการสั่งการกำชับ และมีมาตรการในการป้องกันเหตุเช่นนี้ อย่างเหมาะสมหรือไม่ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาละเลย ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.อุ้มหาย ด้วย โดยต้องได้รับโทษกึ่งหนึ่ง ถ้าแจ้งความเพียงแค่ทำร้ายร่างกายอย่างเดียว คงไม่เพียงพอ และไม่ได้สัดส่วนต่อโทษทัณฑ์ที่ก่อขึ้น ก่อนทิ้งท้ายว่า “ไม่มีทหารที่ดีคนไหน ที่ทำร้ายทหาร และย่ำยีศักดิ์ศรีของทหารฝ่ายเดียวกัน”