“บวรศักดิ์” ชี้ ลับที่ไม่มีใครในโลกรู้ไม่มีจริง ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งมีประโยชน์ช่วยจับทุจริตได้ ยกเคสคนพิการ บอก กฎหมายเปิดช่องให้ช่วยกาบัตรได้ ก็ไม่ลับแน่นอน


วันที่ 21 ก.พ. 2568 เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊ก กรณี บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดกับบาร์โค้ด มีเนื้อหาสรุปว่า การเลือกตั้ง “โดยลับ” กับคิวอาร์โค้ด หรือบาร์โค้ด พจนานุกรมให้ความหมายคำว่า “ลับ” ซึ่งเป็นคำวิเศษณ์ว่า ที่อยู่ในที่พ้นตา ที่อยู่ในที่ซึ่งแลไม่เห็น เช่น ที่ลับ ประตูลับ และที่ปกปิดหรือควรปกปิด เช่น ความลับ หนังสือลับ ดังนั้น “ลับ” ที่ไม่มีใครรู้เลยทั้งโลก ไม่มีอยู่จริง ความหมายที่แท้จริง คือ ปกปิดไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ได้ล่วงรู้ เหมือนที่ปรากฏในระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ที่บัญญัติว่า “บุคคลที่จะเข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของราชการในชั้นใด ต้องเป็นบุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น” และความผิดฐานเปิดเผยความลับในประมวลกฎหมายอาญา ก็ใช้ความหมายเช่นนี้ พ.ร.บ. ความลับทางการค้า ก็ใช้ในความหมายนี้ คือมีผู้รู้เรื่องลับ กับผู้ที่ถูกปกปิดไม่ให้รู้ แปลว่า “ลับ” มีผู้ที่รู้เรื่องนั้นได้ ซึ่งก็คือ ผู้ทำ พูด หรือ เขียนความลับนั้นเอง และผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เข้าถึงความลับนั้น


นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องบัตรเลือกตั้ง มาตรา 93 ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 92 เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งแล้ว ให้พับบัตรเลือกตั้งเพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร แล้วนำบัตรเลือกตั้งนั้นใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเองต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง” มาตรา 99 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนอย่างไร” โปรดสังเกตวลีที่ว่า “เพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร” ในทั้งสองมาตรานี้ให้ดี กฎหมายเขาไม่ได้เขียนไว้ลอยๆ แต่เขาต้องการบอกว่า หนึ่ง ความลับของการเลือกตั้ง ว่าเลือกใคร ไม่ใช่เพียงสิทธิ์และความคุ้มครองต่อผู้เลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของผู้เลือกตั้งด้วย ที่จะต้องรักษาความลับ นอกจากนั้นมาตรา 97 ก็ห้ามไม่ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใช้เครื่องมืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วด้วย มิเช่นนั้นจะมีความผิดทางอาญา สอง ผู้อื่น จะรู้ก็ไม่ได้ เพราะถ้าผู้สมัคร สส. รู้ ว่าใครลงคะแนนให้ใคร ก็จะเป็นการส่งเสริมการซื้อเสียง และสาม แต่ กกต. ทั้ง 7 คน ซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการจัด และควบคุมการดำเนินการเลือกตั้งให้ “สุจริตและเที่ยงธรรม” และ “เป็นไปตามกฎหมาย” เมื่อมีปัญหาก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบดูได้ เช่นนักศึกษา 100 คนในหน่วยเลือกตั้งหนึ่งไปต่างประเทศ แต่มีคนไปใช้สิทธิ์แทน หากผลการเลือกตั้งทิ้งห่างแค่ 30 คะแนน กกต. มีทางเลือกสองทางคือ อาจสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือ สั่งให้เลือกตั้งใหม่ กรณีนี้การเข้าไปดูว่า 100 เสียงลงคะแนนให้ใครก็จำเป็น ถ้าไม่มีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด จะทำได้ได้อย่างไร และนอกจาก กกต. แล้ว ศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีเลือกตั้ง ก็มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบได้ และนอกเหนือจาก กกต. ทั้งคณะ และศาลแล้ว เลขา กกต. หรือเจ้าหน้าที่อื่น ถ้าบังอาจเข้าไปดูว่าคนคนนี้ลงคะแนนให้ใคร ก็จะติดคุกหัวโต ตามมาตรา 23 ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

...


บอก กม. เปิดช่องให้ช่วยกาบัตรได้


นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า คำว่า “เพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร” ศาล หรือ กกต. ทั้งคณะไม่อยู่ในคำว่า “ผู้อื่น” เพราะเป็นผู้มีหน้าที่ในการตรวจสอบให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนเลขา กกต. และเจ้าหน้าที่อื่นการเลือกตั้งก็อยู่ในคำว่า “ผู้อื่น” เข้าไปดูไม่ได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ซึ่งกฎหมายยกเว้นให้กรณีเดียวตามมาตรา 92 ที่ยอมให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือคนอื่นทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ ตามเจตนาของผู้พิการ หรือผู้ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ กรณีนี้การลงคะแนนไม่เป็นความลับแน่ แต่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เพื่อช่วยเหลือแก่ผู้พิการ ทุพพลภาพ หรือสูงอายุ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวว่า “ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้นต่อสาธารณะ ก็ถือได้ว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” ชัดเจนว่าลับจนกระทั่งไม่มีใครรู้เลยทั้งโลกนั้น จึงไม่มีอยู่จริงครับ


ชี้ ถึงเวลา กกต. เรียกความเชื่อมั่น


นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การสแกนบาร์โค้ด หรือ คิวอาร์โค้ด เพื่อเข้าถึงต้นขั้ว และจากต้นขั้วต้องไปยังชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง กกต. ชี้แจงว่า ทั้งสามเก็บคนละที่ ไม่มีทางติดตามดูได้ ตนไม่ทราบข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค จึงไม่ขอพูด อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องไปตรวจสอบกับข้อเท็จจริงที่ กกต. ปฏิบัติอีกที ถ้าไม่เป็นจริงตามที่ กกต. ชี้แจง ก็ต้องเล่นงานผู้รับผิดชอบ ว่าให้ข้อมูลเท็จ เรื่องนี้ให้บทเรียนเราสองเรื่อง คือความเชื่อมั่นและความไว้วางใจผู้จัดเลือกตั้ง เป็นหัวใจของเรื่องนี้ ถ้าตนเป็น กกต. จะต้องหาทางประชุมสัมมนาว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้คนเชื่อและไว้ใจ และวันนี้ เมื่อคนไม่ไว้ใจคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ต้องหาวิธีใหม่ ที่จะพิสูจน์บัตรปลอมโดยระบุตัวไม่ได้มาใช้แทน จะพิมพ์ลายน้ำ หรือมีเทคนิคอะไรก็ต้องคิดกัน คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องแยกผู้จัดเลือกตั้ง ออกจากผู้วางกฎเกณฑ์สำหรับการเลือกตั้ง และผู้จับผู้กระทำผิดในการเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้โกงเลือกตั้ง เหมือนในร่างรัฐธรรมนูญปี 2557 2558 ที่ตนยกร่างและถูกคว่ำ ซึ่งร่างนั้น ตนให้ที่ประชุมปลัดกระทรวงจัดเลือกตั้ง ส่วน กกต. วางกฎเกณฑ์และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ท้ายที่สุดให้ศาลเป็นผู้พิจารณาลงโทษผู้โกงเลือกตั้ง