“วรงค์ เดชกิจวิกรม” แปลกใจข่าวหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ ยืนยันไม่เคยมีใครติดต่อ มองบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งยากจะรู้ว่าใครลงคะแนนเลือกใคร เลือกตั้งเป็นโมฆะเป็นไปได้ยาก


วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวีกรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคไทยภักดีสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ว่า ตนเองยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และเพิ่งเห็นข่าวจากภาพแคปที่มีผู้นำมาให้ดู ยืนยันไม่เป็นความจริง


“ยังไม่มีใครติดต่อมาเลย ยังเงียบ ๆ อยู่ พรรคเราเป็นพรรคเล็กก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร เห็นว่ายังมีเวลา ก็แปลกใจว่าทำไมมีข่าวออกไป เพราะถ้าจะไปร่วมจริงก็ควรมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ” นพ.วรงค์ กล่าว พร้อมย้ำว่า ถึงขนาดนี้ก็ยังไม่มีแกนนำของพรรคภูมิใจไทยติดต่อมาแต่อย่างใด


ส่วนกรณีข้อถกเถียงเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือไม่นั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนสนับสนุนให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน แต่ในความเห็นส่วนตัวมองว่า ระบบที่ออกแบบมานั้นเป็นการยากมากที่จะนำบาร์โค้ดไปเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้งได้จริง กล่องเก็บต้นขั้วบัตรเลือกตั้งอยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมายหลายชั้น ไม่สามารถเข้าไปรื้อค้นได้โดยง่าย หากมีการเข้าไปเปิดกล่องหรือเข้าพื้นที่โดยพลการก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย ทั้งบุกรุกและทำลายเอกสารราชการ อีกทั้งระบบยังแยกส่วนข้อมูลไม่ให้สามารถเชื่อมโยงกันได้โดยตรง


เมื่อถูกถามถึงประเด็นความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ต้องแยกระหว่าง “ระบบ” กับ “การทุจริตส่วนบุคคล” หากไม่ไว้ใจบุคคลใด หมายถึงความเสี่ยงเฉพาะตัวบุคคลนั้น ไม่ใช่ความผิดของระบบโดยรวม ซึ่งออกแบบมาให้แยกข้อมูลเพื่อป้องกันปัญหา

...


เมื่อถูกถามถึงความเห็นของ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ถ้าลับ ก็ควร เป็นความลับ ๆ ที่ไม่ควรมีใครได้ล่วงรู้” นพ.วรงค์ กล่าวว่า ผู้ที่ตั้งข้อสังเกตก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันต่อศาลให้ได้ว่า สามารถรู้ว่าใครลงคะแนนให้กับใคร เข้าใจว่าระบบการเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกรณีเกิดข้อร้องเรียนในอนาคต และหากมีคำสั่งจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องสามารถเปิดตรวจสอบเฉพาะหน่วยหรือเขตเลือกตั้งที่มีปัญหาได้


หากกำหนดให้ “ลับ” แบบทำลายทันทีหรือไม่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เลย ก็อาจกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริง ดังนั้นการออกแบบระบบให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ภายใต้กรอบกฎหมายจึงมีเหตุผลรองรับ การตั้งข้อสังเกตถึงผู้ที่อ้างว่าสามารถสแกนบาร์โค้ดได้ หากพิสูจน์ได้จริงว่าบัตรใบนั้นเชื่อมโยงถึงผู้ลงคะแนนเสียงให้ใคร ก็ให้นำมาแสดงต่อสาธารณะเพื่อความน่าเชื่อถือ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ เป็นเพียงสมมติฐานและข้อสงสัยเท่านั้น


นพ.วรงค์ ย้ำว่า โอกาสที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะจากประเด็นนี้เป็นไปได้ยาก เพราะระบบโดยรวมยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่คุ้มครองหลายชั้น หากพบการกระทำผิดก็ต้องจัดการเป็นรายบุคคล ไม่ใช่กล่าวโทษระบบทั้งหมด พร้อมระบุว่า หลายประเทศก็มีการใช้เทคโนโลยีลักษณะคล้ายกัน ขึ้นอยู่กับเจตนาและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด