“สุรเดช” ชี้บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เสี่ยงทำเลือกตั้งโมฆะ เชื่อสุดท้ายจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้หากวินิจฉัยว่าผิด ต้องเลือกตั้งใหม่ ส่วน กกต. ต้องรับโทษตามมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่
วันที่ 20 ก.พ. 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อดีต สส. และอดีต สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ยังคงเป็นประเด็นและมีการร้องเรียนกันในขณะนี้ว่า เท่าที่ได้ติดตามข่าว ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ คงจะต้องให้ความชัดเจนว่าจะเป็นความลับหรือไม่ และจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่า การมีบาร์โค้ด เป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายและมีโทษ จำคุกและปรับนับล้านบาท โดยการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Breach) ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) คือ การเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือทำให้ข้อมูลรั่วไหล ซึ่งผู้ละเมิดต้องรับผิดชอบทางแพ่ง (ค่าสินไหมทดแทน), ทางอาญา (จำคุกสูงสุด 1 ปี/ปรับ 1 ล้านบาท) และทางปกครอง (ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท)
“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ และนายวิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางด้านกฎหมายก็เห็นว่าเรื่องนี้ เสี่ยงที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะการมีบาร์โค้ดไม่ได้เป็นความลับ ผมจึงเป็นห่วงว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะทำผิดกฎหมายเสียเอง แม้ว่าจะกระทำโดยรู้เท่าถึงการณ์ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม แต่ได้ทำผิดกฎหมายด้วยการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลไปแล้ว เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถเชื่อมไปถึงบุคคลว่าเป็นใคร รู้เลขบัตรประชาชน รู้ทั้งชื่อ ที่อยู่ รวมถึงรู้ว่าลงคะแนนให้ใคร ดังนั้นจึงเข้าข่ายส่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ ถ้าการเลือกตั้งผิดกฎหมาย กกต. ก็ทำผิดกฎหมาย ดังนั้นการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ต้องเป็นโมฆะ ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้ถึงอย่างไรก็ต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ”
...
นายสุรเดช กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีคนร้องในประเด็นนี้ไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้ขอให้ กกต. ชี้แจงรายละเอียดส่งกลับมาภายใน 7 วันก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของการตรวจสอบขององค์กรอย่างผู้ตรวจการแผ่นดินหากได้รับการชี้แจงจาก กกต. แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อก็อาจไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ารับเรื่องจาก กกต. แล้ว แต่ไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่ออาจจะกลายเป็นเรื่องลำบากสำหรับผู้ตรวจการแผ่นดินเอง เพราะอาจจะมีคนร้องว่าผู้ตรวจการแผ่นดินละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดตามมาตรา 157 ด้วย
นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับ กกต. ถือเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ มีนักกฎหมายมากมาย รวมถึงนายแสวงบุญมี เลขาธิการ กกต. เอง ก็เป็นนักกฎหมายด้วย แล้วปล่อยให้เรื่องของบาร์โค้ดเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นเรื่องนี้ทาง กกต. ต้องออกมารับผิดชอบและแก้ไข โดยอาจจะให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือแรงสุดคือให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แล้วเลือกตั้งใหม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่า กกต. ทำผิดกฎหมาย และความผิดนั้นสำเร็จแล้ว เพราะไปละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
ผู้สื่อข่าวถามว่า ท้ายที่สุดแล้วทางออกเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร นายสุรเดช กล่าวว่า ทางออกก็คือต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญที่จะตัดสินว่าสุดท้ายแล้ว กกต. ทำผิดกฎหมายหรือไม่
เมื่อถามว่า ถ้าท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า เรื่องนี้มีความผิดจริง แล้วให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายสุรเดช กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่ว่า กกต. ทำผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าผิด กกต. ก็ต้องถูกลงโทษ ถูกปลดและเลือกตั้ง กกต. กันใหม่ ส่วนข้อกังวลที่หากเลือกตั้งใหม่แล้วอาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายนั้น ตนคิดว่าขณะนี้ เรายังคงมีรัฐบาลอยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการก็ตาม ดังนั้นจึงเชื่อว่าไม่มีผลกระทบใด ๆ ตอนนี้สำคัญที่สุดคือประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีความไม่โปร่งใส มีการร้องเรียนเรื่องบัตรเขย่ง หรือให้นับคะแนนใหม่หลายจุด ปัญหาใหญ่คือเรื่องของบาร์โค้ดจะทำอย่างไร ถ้าเลือกตั้งใหม่จะใช้บัตรแบบเดิมหรือไม่ ดังนั้นเรื่องนี้สุดท้ายต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญหากวินิจฉัยว่าผิด ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และต้องลบข้อมูลในบาร์โค้ดทั้งหมด แล้วเริ่มต้นใหม่ ส่วนกรรมการ กกต. ทั้ง 7 ท่านก็ต้องรับโทษกันไป เราต้องทำให้เป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องของบ้านเมือง