ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผย มีประชาชนร้องเอาผิด กกต. ปัญหาเลือกตั้ง 2569 แล้ว 28 เรื่อง ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด 18 เรื่อง ยันต้องให้โอกาส กกต. แจงเพื่อความเป็นธรรม ย้ำ ใครผิดว่าตามความผิด


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาคำร้องคดีภาคประชาชนหลายกลุ่ม มายื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณี Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และปัญหาการจัดการเลือกตั้งของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า ขณะนี้มีภาคประชาชนมายื่นคำร้องในเรื่องนี้กับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วทั้งหมด 28 เรื่อง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องทั้งหมดไว้พิจารณา 

ทั้งนี้ การพิจารณาคัดแยกคำร้องเป็น 2 ประเด็นพิจารณา ประเด็นแรก ปัญหาการละเมิดสิทธิประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่มีการร้องว่า การลงคะแนนบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ มีผู้ร้องทั้งหมด 18 ราย ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องแสวงหาข้อเท็จจริงทั้งจากผู้ร้อง ผู้ถูกร้องคือ กกต. และวินิจฉัยตามพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายว่าคำร้องมีมูลพอจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ ให้เสร็จภายใน 60 วัน ในประเด็นนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือให้ กกต. ตอบชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน ซึ่งต้องให้โอกาส กกต. ได้ชี้แจงเพื่อความเป็นธรรม แต่หาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงได้ หรือไม่ส่งคำชี้แจงมา ผู้ตรวจการแผ่นดินก็สามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาคำร้องฝ่ายผู้ร้องฝ่ายเดียวได้ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด

...

ส่วนประเด็นที่สอง ปัญหาการจัดการเลือกตั้งของ กกต. เจ้าหน้าที่ กกต. รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามกฎหมายนั้น มีผู้ร้องทั้งหมด 10 ราย ในประเด็นนี้เป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดโดยตรงของผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นไปตามข้อกฎหมายที่ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณา กระบวนการพิจารณาจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของคำร้อง พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง 

“ยืนยันว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพิจารณาทุกคำร้องที่ประชาชนส่งเข้ามา เพราะทุกข์ของประชาชนเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ แต่กระบวนการพิจารณาวินิจฉัยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย จะใช้ความรู้สึกมาตัดสินไม่ได้ เพราะหลักพิจารณาจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ใช้ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมาประกอบกัน ใครทำผิดก็ว่าไปตามความผิด ไม่จำเป็นต้องเชื่อมั่นเรา แต่ขอให้ดูจากการกระทำว่ายึดโยงหรือไม่”